วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สรุปผลสัมมนาเรื่อง มุมมองและความคาดหวังของสังคมที่มีต่อ CSR

สรุปผลสัมมนาเรื่อง มุมมองและความคาดหวังของสังคมที่มีต่อ CSR

จนถึงวันนี้แวดวงธุรกิจคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักคำว่า “CSR” หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคม ในหลายธุรกิจมีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่อาจขาดความต่อเนื่อง  หรือเป็นกิจกรรมที่เพียงเพื่อการประชาสัมพันธ์ ขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือไม่อาจบูรณาการกับระบบงานที่มีอยู่ได้จึงทำให้ไม่สามารถพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนได้ สำหรับแนวคิดใหม่ของธุรกิจในปัจจุบัน CSR เป็นเรื่องที่ประชาสังคมให้ความคาดหวัง ธุรกิจต้องมีมุมมองใหม่ ๆที่ตระหนักถึงความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่มีความเปราะบางอันอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ไร้ข้อยุติที่เห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย ระหว่างธุรกิจกับชุมชน CSR เป็นคำตอบที่ทุกคนเพรียกหา  ที่เห็นได้ชัดเจนในบ้านเราก็คือปัญหามาบตาพุด ที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องหันกลับมาหามุมมอง และความคาดหวังในเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง
องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน-International Organization for Standardization  หรือ ISO ได้กำหนดมาตรฐานข้อแนะนำเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม (Guidance on Social Responsibility -ISO 26000)  ขึ้นในปี 2544 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถส่งเสริมให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ได้มีแนวทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง มาตรฐาน ISO 26000 เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปบูรณาการกับกระบวนการปฏิบัติงาน และระบบต่างๆขององค์กรที่มีอยู่แล้ว โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์และการปรับปรุงสมรรถนะขององค์กรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถนำไปใช้ได้ในทุกองค์กร มิได้ใช้ได้ในภาคธุรกิจที่มุ่งหวังผลกำไรเท่านั้น มาตรฐานนี้จึงใช้คำว่า Social Responsibility (SR)     ไม่ใช้คำว่า Corporate Social Responsibility(CSR) มาตรฐานฉบับนี้เป็นข้อแนะนำที่ให้ความสำคัญและคำนึงถึงความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องที่จะมีผลหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานขององค์กร
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)ในฐานะสมาชิกISOจัดการสัมมนาเรื่อง มุมมองและความคาดหวังของสังคมที่มีต่อ CSR เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 ณ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศ การสัมมนาได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมการสัมมนา 170 คนโดยผู้แทนจากทุกภาคส่วนร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ ผู้แทนชุมชนมาบตาพุด  ผู้แทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผู้แทนจากภาครัฐ และสื่อมวลชน ดำเนินรายการโดยนายประกอบ  เพชรรัตน์  ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์เอ็นไวรอนเมนทอลเซอร์วิส จำกัด
การสัมมนาเริ่มด้วย น.ส.เชาวลี รัตนมุ่งเมฆา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาด้านการมาตรฐาน สมอ. กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ และได้รับเกียรติจากรองเลขาธิการ สมอ.-นายชัยยง  กฤตผลชัย เป็นประธานในพิธีเปิด
สำหรับผลการสัมมนา สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
พระอธิการสมหมาย  จันทโก เจ้าอาวาสวัดหนองแฟบ ในฐานะตัวแทน และผู้นำชุมชนหนองแฟบซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานถึง 100 ปี ได้นำเสนอมุมมองต่อชุมชนที่เป็นบ้านเกิดและเติบโตว่ามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของชุมชนมาโดยตลอดจากวิถีชีวิตดั้งเดิมคือทำการเกษตร และประมง นับเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พออยู่พอกินไม่อดอยาก เนื่องจากสภาพท้องที่มีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อเวลาผ่านไปนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงแยกก๊าซในปี 2525  มีการขยายโรงงานต่าง ๆมาโดยตลอด ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนอาชีพ มีการขายที่ดินให้แก่โรงงาน ไม่มีที่ดินทำการเกษตรได้แบบเดิม การทำประมงชายฝั่งแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ต้องออกทะเลไปไกลขึ้น ทำให้วิถีชีวิต และสภาพความเป็นอยู่จากเดิมเปลี่ยนเป็นอาชีพรับจ้าง บางชุมชนล่มสลายหายไปจนเกรงว่าหนองแฟบอาจล่มสลาย บ้านและวัดถูกล้อมรอบด้วยโรงงาน ชาวบ้านเริ่มประสบปัญหาอันเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมในเรื่อง สุขภาพมีอาการเจ็บป่วย และเผชิญปัญหาด้านแวดล้อม  เช่น กลิ่น แสง เสียง น้ำและอากาศ ฯลฯ รวมทั้งปัญหาตามมาอีกหลายเรื่อง อาทิ ด้านสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปเนื่องจากชาวหนองแฟบที่อาศัยดั้งเดิมเริ่มอพยพออกไป ชาวบ้านเริ่มส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือนอกชุมชน คนที่มารับการศึกษาที่โรงเรียนหนองแฟบเป็นคนที่อพยพโยกย้ายมาจากที่อื่น เกิดปัญหาการล่มสลายของสถาบันครอบครัว ตามมา ดังนั้นความคาดหวังในเรื่อง CSR จึงหวังว่าอยากให้ชุมชนอยู่ร่วมกับโรงงานได้อย่างไม่มีปัญหา และเมื่อเกิดปัญหาจะมีการป้องกันมิให้เกิดซ้ำได้อย่างไร รวมทั้งการเยียวยาแก่ชาวบ้านในการให้สิทธิ์ที่เท่าเทียมในการรักษาพยาบาล ขอโอกาสให้ลูกหลานมีงานทำ หวังให้โรงงานให้ความรู้และส่งเสริมการประกอบอาชีพให้แก่ชุมชน ท้ายสุดท่านเห็นว่าความจริงใจจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้สำเร็จ
นายวริทธิ์  นามวงษ์  ตัวแทนผู้ประกอบการในนามชมรมผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (Plant Manager Club-PMC)  ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) สรุปว่ามุมมองที่มีต่อ CSR ว่าเป็นเรื่องที่ทุกโรงงานมีการดำเนินการ และทำมาช้านานแล้ว แต่มีรูปแบบต่างกันไป เนื่องจากอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีการเจริญเติบโตรวดเร็วจนมีโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมถึง 138 โรง ใน 5 นิคมฯ นำรายได้สู่เศรษฐกิจประเทศ ตัวเลข GDP และภาษีที่ภาครัฐได้รับจากพื้นที่นี้สูงมาก แต่ความรู้สึกของชุมชน คือภาษีเหล่านั้นไม่ได้ส่งกลับมาตอบสนองแก่ชาวระยอง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือประชากรที่อพยพมาทำงานในระยองเพิ่มขึ้นแย่งใช้สาธารณูปโภค เพิ่มปัญหาสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชน ดังนั้นชมรม PMC จึงได้รวมตัวกันช่วยกันวางแนวทางชัดเจนว่าความรับผิดชอบต่อสังคมต้องไม่ใช่การแจกเงิน หรือบริจาค  ต้องมุ่งเน้นให้เป็น Inprocess CSR เช่น การลงทุนเครื่องจักรเพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิด ติดตั้งไว้ตั้งแต่ระบบการผลิต ทุกโรงงานต้องดูแลบ้านของตนเองให้ดี มีการแลกเปลี่ยนความรู้ Best Practice ที่ดีไปใช้ในโรงงานอื่น หรือการร่วมกันมีรถตรวจการที่ใช้ร่วมกันเพื่อสอดส่องมิให้เกิดปัญหาอุบัติภัยต่าง ๆ เป็นต้น ต้องสร้างให้ชุมชนรู้สึกว่าอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และยั่งยืน
สำหรับความคาดหวังของสังคม เรื่อง CSR จิตสำนึกต้องเริ่มจากผู้บริหารระดับสูงซึ่งจะส่งต่อนโยบายไปยังพนักงานให้มีจิตอาสาอันก่อให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรในที่สุด การดำเนินการCSR โรงงานต้องมีบุคลากรและงบประมาณ ทุกภาคส่วนต้องมีจิตสำนึกร่วมกันด้วยมิใช่แค่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ภาคอุตสาหกรรมพร้อมให้ความสนับสนุนและตอบสนองความคาดหวังของชุมชนอยู่แล้วอย่างยินดี ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การส่งเสริมด้านสุขภาพ การส่งเสริมอาชีพของชุมชน เป็นต้น
ดร.วีรพงศ์  ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการ(ท่าเรืออุตสาหกรรม) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลโรงงานอุตสาหกรรมในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่มาบตาพุด ได้ให้มุมมองว่า เรื่อง CSR มิใช่เรื่องใหม่ของพื้นที่ เนื่องจากมีสภาพปัญหาอยู่ที่การขยายตัวของอุตสาหกรรมมากขึ้น Buffer Zone ซึ่งเป็นเขตกันชนก็หายไปทำให้ปัญหาโรงงานอยู่ชิดติดกับชุมชน ปัญหาอยู่ที่จะทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้อย่างไร? ประชากรโดยรวมของพื้นที่มาบตาพุดมีจำนวน 42,206 คน แต่มีประชากรแฝงอยู่อีก2-3 เท่าตัว จึงต้องบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำโครงการขนาดใหญ่ด้าน CSR ในพื้นที่  ท่านเห็นว่าทางออกของการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างสมดุลกับสิ่งแวดล้อมคือในระยะยาว ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายรองรับต่าง ๆ การสร้างความเป็นเอกภาพ การตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และการสร้างแนวคิดเมืองอุตสาหกรรมน่าอยู่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต้องตอบสนองความคาดหวังในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมที่มิใช่เพียงการประชาสัมพันธ์เช่นในอดีต  โดยในระยะยาวการนิคมฯ ได้จัดแผนแม่บทด้าน CSR 4 ด้าน คือด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ด้านเศรษฐกิจชุมชน และด้านสังคม
            นายสุทธา เหมสถล นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม อ.บ้านฉาง-มาบตาพุด และประธานบริหารหนังสือพิมพ์เอ็มพาวเวอร์ มีความเห็นว่า CSR มิใช่เรื่องที่ควรมาหาว่าใครควรเป็นผู้แก้ไขปัญหา ผู้ที่ต้องแก้ไขปัญหาคือหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ เข้าถึงชุมชน และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาที่เกิดขึ้นในมาบตาพุดเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมและชุมชนคือ ประชาชนไม่มีความสุข เพราะประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไม่ได้ ประชาชนเกิดความกลัวอันเนื่องมาจากขาดความรู้ เช่น เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงตลอดเวลาเห็นแล้วกลัว เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ และเมื่อเกิดปัญหาจากอุตสาหกรรม เช่น ก๊าซรั่ว ก็เกิดความฝังใจกลัวว่าจะเกิดขึ้นอีก ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องทำมวลชนสัมพันธ์ CSR จึงจะเกิดขึ้นได้ ด้านความคาดหวังของสังคมที่มีต่อเรื่อง CSR ท่านให้ทัศนะว่าต้องทำให้มากกว่าที่กฎหมายบังคับ เกิดเป็นจิตอาสา  แบ่งปันให้แก่ผู้ที่อยู่ร่วมกันในสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
            นายประสงค์ ประยงค์เพชร ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ให้ภาพรวมในเรื่องมุมมองความรับผิดชอบต่อสังคมและผลกระทบว่าเป็นเรื่องที่ปัจจุบันภาคธุรกิจดำเนินการสิ่งใด สังคมจะรับทราบผลอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากโลกาภิวัตน์  ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้การดำเนินธุรกิจยังต้องมีมุมมองที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระเบียบ การเปิดเผยข้อมูล การรายงานผล และภาพลักษณ์ รวมไปจนถึงการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ไปอย่างสมดุลพร้อมๆกัน หลายประเทศได้ออกแนวปฏิบัติเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมออกมา แต่ยังไม่เป็นเอกภาพ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน-ISO ได้กำหนดมาตรฐาน ISO 26000   เป็นข้อแนะนำเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมให้องค์กรได้ประยุกต์ใช้ได้ทุกองค์กรมิต้องมุ่งเฉพาะองค์กรที่มุ่งหวังผลกำไรเท่านั้น มาตรฐานนี้จึงได้ใช้คำว่า SR โดยตัดคำว่า Corporate ออกไป เป็นมาตรฐานที่ไม่ใช้ในการรับรอง ขณะนี้มาตรฐานนี้อยู่ในขั้นร่างมาตรฐานซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในราวกันยายน 2553 นี้ ผู้สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่ http://www.iso.org/wgsr สำหรับร่างมาตรฐานนี้กำหนดหลักการไว้ 7 ข้อคือ ความรับผิดชอบ   ความโปร่งใส  ความมีจริยธรรม การรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเคารพต่อหลักนิติธรรม การยอมรับในมาตรฐานสากล  การเคารพต่อสิทธิมนุษยชน 
บทสรุป มุมมองและความคาดหวังของทุกภาคส่วนสรุปได้ว่าธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องพัฒนาก้าวไปพร้อมกับสังคม ชุมชน ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมของทุกภาคส่วนเช่นกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

องค์กรธุรกิจที่จะพัฒนาสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปโดยง่าย เรื่องกลยุทธ์ “เพื่อสังคม"คือคำตอบ
แนวโน้มในปัจจุบันที่บริษัทหรือองค์กรธุรกิจจะพัฒนาตนเองสู่ การเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปในสนามธุรกิจโดยง่าย เรื่องของกลยุทธ์ “เพื่อสังคม” ดูจะเป็นเครื่องมือด้านบริหารจัดการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหันมาดำเนินธุรกิจด้วยการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน
เป็นที่มาของความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” และคำว่า “การบริหารจัดการธุรกิจสู่ความยั่งยืน” ที่แตกต่างกันออกไปในมุมมองสำหรับตัวองค์กรธุรกิจเอง กับผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจภายนอกองค์กร ตลอดไปจนถึงองค์กรภาครัฐ หรือองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่กำกับดูแล กิจกรรมขององค์กรธุรกิจ ว่าจะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อสังคมโดยทั่วไปได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในเชิงบวก หรือในเชิงลบ!!!
การที่บริษัทจะตัดสินใจจัดตั้งงบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อพาพนักงงานไปปลูก ป่า กับการตัดสินใจเพื่อนำงบประมาณในจำนวนเดียวกันนั้น ไปพัฒนาระบบการจัดการน้ำเสียหรือนำไปลงทุนในการเปลี่ยนแหล่งพลังงานที่ใช้ใน การผลิตจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่ใช้แล้วมีแต่จะหมดไป หันมาใช้แหล่งพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ได้ดีกว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเหล่านี้ สิ่งใดที่จะแสดงถึงความรัรบผิดชอบต่อสังคมของบริษัทได้ดีกว่ากัน หรือ สิ่งใดที่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบริหารจัดการบริษัทไปสู่ความ ยั่งยืนของธุรกิจได้ดีกว่ากัน
ในการนี้ จึงมีการกำหนดคำนิยามร่วมกัน สำหรับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ขององค์กรธุรกิจ ว่าเป็น
ความยึดมั่นของบริษัท ที่จะดำเนินการทางธุรกิจ ดัวยการมีจริยธรรม เพื่อเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีพัฒนาการที่แข็งแรง ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ลืมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ผู้บริโภค พนักงาน ประชากรในชุมชนแวดล้อม ตลอดไปจนถึงประชากรของสังคมในวงกว้าง และการยึดมั่นในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ให้เสื่อมสลายหรือหมดสิ้นไปโดยไม่จำเป็น
เมื่อมองจากมุมมองภายนอก กิจกรรมที่บริษัทต้องการจะสื่อถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม ของบริษัท จึงอาจมองไปได้หลายมุมมองที่แตกต่างจากวัตถุประสงค์หรือความต้องการที่แท้ จริงของบริษัท
ประเด็นสำคัญ อาจเริ่มขึ้นที่ ชื่อเสียง หรือ ภาพลักษณ์ของบริษัท ในแง่ของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ยังถูกเห็นว่า “ไม่เพียงพอ” สำหรับชื่อเสียง ขนาดของผลประกอบการ หรือระดับฐานะทางการเงินของบริษัท
บุคคลภายนอก อาจมองได้ว่าบริษัท อาจยังไม่ได้ดำเนินการเต็มที่ ในส่วนของการปฏิบัติตามกฏหมาย ข้อตกลง หรือข้อสัญญาต่างๆ โดยเป็นการจงใจที่จะหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อสังคม แม้ว่าภายในบริษัทอาจเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ตัวอย่างของการสร้างตึกสูงในซอยเล็ก ที่อาศัยความคลุมเคลือของข้อกำหนดหรือวิธีปฏิบัติของผู้กำกับดูแลกฎระเบียบ ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทได้ ตลอดไปจนถึงผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากการต้องถูกปรับ หรือการต้องชดเชยความเสียหายต่างๆ เป็นจำนวนมาก
กระบวนการปฏิบัติการภายในบริษัท เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการให้บริการ ตลอดจนถึงกระบวนการในการแสดงความรับผิดชอบต่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการหลังการขาย ก็ถือได้ว่า เป็นอีกมุมมองหนึ่งจากสายตาของคนภายนอกที่จะมองบริษัทในแง่ของการแสดงความ รับผิดชอบต่อสังคม
กระบวนการผลิตที่ปล่อย กลิ่น ควัน ฝุ่นละออง เสียง หรือ น้ำเสีย โดยไม่ได้รับการดูแลบำบัดด้วยขบวนการภายในตามปกติ จะแสดงต่อบุคคลภายนอกอย่างชัดเจนถึงการไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่ง แวดล้อมของบริษัท ไม่ว่าบริษัทจะมีชื่อเสียงในการบริจาคเงินเพื่อทำบุญ บริจาคเพื่อการกุศลมากน้อยเพียงใด หากบริษัทละเลยเสียซึ่งกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งบริษัทสามารถควบคุมได้โดยตรง เหล่านี้
รวมไปถึงการบ่ายเบี่ยงในการรับผิดชอบต่อตำหนิหรือความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ต่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผิดไปจากความคาดหมายของผู้บริโภคที่ได้ รับจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัท ก็อาจสร้างผลกระทบต่อความพยายามของบริษัทในการสร้างการรับรู้เรื่องความรับ ผิดขอบต่อสังคมของบริษัท
การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือความต้องการของบุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท อาจทำให้บริษัทต้องสูญเสีย ตลาด คู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งผู้ถือหุ้นที่ให้ความสนใจและยึดมั่นต่อแนวคิดการทำธุรกิจที่ รับผิดของต่อสังคมได้
มีบริษัทที่ปรึกษาระดับนานาชาติ ให้คำแนะนำต่อบริษัทต่างๆ ที่ต้องการนำกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม มาใช้ในการสร้างความเติมโตและความยั่งยืนของกิจการ ได้แบ่งระดับของบริษัทที่จะสะท้อนความมุ่งมั่นต่อแนวคิดความรับผิดชอบต่อ สังคม ไว้ดังนี้
1. บริษัทที่คณะกรรมการบริษัท หรือ คณะผู้บริหารระดับสูง ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือยังไม่ได้ริเริ่มในการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ หรือ กลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้เลย
2. บริษัทที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพยายามปฏิบัติให้ครบเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
3. บริษัทที่มีการรับรู้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมที่ถูกต้องในบางแผนกอย่าง ไม่เป็นทางการ มีความพยายามในแผนกนั้นๆ ที่จะปฏิบัติหรือกำหนดกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังไม่มีระบบการรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะ
4. บริษัทที่จัดให้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นนโยบายในการดำเนินธุรกิจ มีการอบรมเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้อง แนวปฏิบัติ และผลลัพธ์ที่ต้องการให้ทราบอย่างทั่วถึงภายในองค์กร มีระบบการวางแผน การดำเนินการ การวัดผล กิจกรรมต่างๆ
5. บริษัทที่กำหนดให้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจหลัก และกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท มีการตั้งเป้าหมายความสำเร็จของความรับผิดชอบต่อสังคม มีการติดตามผล ประเมินความสำเร็จ และนำผลที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้น นำปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้ร่วมในการตัดสินใจทาง ธุรกิจทั่วทั้งองค์กรตั้งแต่ระดับคณะกรรมการบริษัทลงมา มีการจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะและเป็นทางการ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทและผู้ที่สนใจอย่างทั่วถึง
ท่านเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารในองค์กรธุรกิจ ก็คงจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานได้ว่า สายตาจากมุมมองภายนอกนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมุมมองภายในของท่านเองแล้ว มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างใดบ้างหรือไม่
และจะนำความเข้าใจที่ดีขึ้นนี้ มาช่วยพัฒนาการสร้างความแข็งแรงและความยั่งยืนเพิ่มขึ้นให้กับบริษัทของท่านได้อย่างไรบ้าง
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/624731#sthash.wVL6GxCp.dpuf
องค์กรธุรกิจที่จะพัฒนาสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปโดยง่าย เรื่องกลยุทธ์ “เพื่อสังคม"คือคำตอบ
แนวโน้มในปัจจุบันที่บริษัทหรือองค์กรธุรกิจจะพัฒนาตนเองสู่ การเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปในสนามธุรกิจโดยง่าย เรื่องของกลยุทธ์ “เพื่อสังคม” ดูจะเป็นเครื่องมือด้านบริหารจัดการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหันมาดำเนินธุรกิจด้วยการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน
เป็นที่มาของความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” และคำว่า “การบริหารจัดการธุรกิจสู่ความยั่งยืน” ที่แตกต่างกันออกไปในมุมมองสำหรับตัวองค์กรธุรกิจเอง กับผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจภายนอกองค์กร ตลอดไปจนถึงองค์กรภาครัฐ หรือองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่กำกับดูแล กิจกรรมขององค์กรธุรกิจ ว่าจะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อสังคมโดยทั่วไปได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในเชิงบวก หรือในเชิงลบ!!!
การที่บริษัทจะตัดสินใจจัดตั้งงบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อพาพนักงงานไปปลูก ป่า กับการตัดสินใจเพื่อนำงบประมาณในจำนวนเดียวกันนั้น ไปพัฒนาระบบการจัดการน้ำเสียหรือนำไปลงทุนในการเปลี่ยนแหล่งพลังงานที่ใช้ใน การผลิตจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่ใช้แล้วมีแต่จะหมดไป หันมาใช้แหล่งพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ได้ดีกว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเหล่านี้ สิ่งใดที่จะแสดงถึงความรัรบผิดชอบต่อสังคมของบริษัทได้ดีกว่ากัน หรือ สิ่งใดที่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบริหารจัดการบริษัทไปสู่ความ ยั่งยืนของธุรกิจได้ดีกว่ากัน
ในการนี้ จึงมีการกำหนดคำนิยามร่วมกัน สำหรับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ขององค์กรธุรกิจ ว่าเป็น
ความยึดมั่นของบริษัท ที่จะดำเนินการทางธุรกิจ ดัวยการมีจริยธรรม เพื่อเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีพัฒนาการที่แข็งแรง ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ลืมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ผู้บริโภค พนักงาน ประชากรในชุมชนแวดล้อม ตลอดไปจนถึงประชากรของสังคมในวงกว้าง และการยึดมั่นในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ให้เสื่อมสลายหรือหมดสิ้นไปโดยไม่จำเป็น
เมื่อมองจากมุมมองภายนอก กิจกรรมที่บริษัทต้องการจะสื่อถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม ของบริษัท จึงอาจมองไปได้หลายมุมมองที่แตกต่างจากวัตถุประสงค์หรือความต้องการที่แท้ จริงของบริษัท
ประเด็นสำคัญ อาจเริ่มขึ้นที่ ชื่อเสียง หรือ ภาพลักษณ์ของบริษัท ในแง่ของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ยังถูกเห็นว่า “ไม่เพียงพอ” สำหรับชื่อเสียง ขนาดของผลประกอบการ หรือระดับฐานะทางการเงินของบริษัท
บุคคลภายนอก อาจมองได้ว่าบริษัท อาจยังไม่ได้ดำเนินการเต็มที่ ในส่วนของการปฏิบัติตามกฏหมาย ข้อตกลง หรือข้อสัญญาต่างๆ โดยเป็นการจงใจที่จะหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อสังคม แม้ว่าภายในบริษัทอาจเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ตัวอย่างของการสร้างตึกสูงในซอยเล็ก ที่อาศัยความคลุมเคลือของข้อกำหนดหรือวิธีปฏิบัติของผู้กำกับดูแลกฎระเบียบ ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทได้ ตลอดไปจนถึงผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากการต้องถูกปรับ หรือการต้องชดเชยความเสียหายต่างๆ เป็นจำนวนมาก
กระบวนการปฏิบัติการภายในบริษัท เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการให้บริการ ตลอดจนถึงกระบวนการในการแสดงความรับผิดชอบต่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการหลังการขาย ก็ถือได้ว่า เป็นอีกมุมมองหนึ่งจากสายตาของคนภายนอกที่จะมองบริษัทในแง่ของการแสดงความ รับผิดชอบต่อสังคม
กระบวนการผลิตที่ปล่อย กลิ่น ควัน ฝุ่นละออง เสียง หรือ น้ำเสีย โดยไม่ได้รับการดูแลบำบัดด้วยขบวนการภายในตามปกติ จะแสดงต่อบุคคลภายนอกอย่างชัดเจนถึงการไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่ง แวดล้อมของบริษัท ไม่ว่าบริษัทจะมีชื่อเสียงในการบริจาคเงินเพื่อทำบุญ บริจาคเพื่อการกุศลมากน้อยเพียงใด หากบริษัทละเลยเสียซึ่งกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งบริษัทสามารถควบคุมได้โดยตรง เหล่านี้
รวมไปถึงการบ่ายเบี่ยงในการรับผิดชอบต่อตำหนิหรือความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ต่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผิดไปจากความคาดหมายของผู้บริโภคที่ได้ รับจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัท ก็อาจสร้างผลกระทบต่อความพยายามของบริษัทในการสร้างการรับรู้เรื่องความรับ ผิดขอบต่อสังคมของบริษัท
การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือความต้องการของบุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท อาจทำให้บริษัทต้องสูญเสีย ตลาด คู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งผู้ถือหุ้นที่ให้ความสนใจและยึดมั่นต่อแนวคิดการทำธุรกิจที่ รับผิดของต่อสังคมได้
มีบริษัทที่ปรึกษาระดับนานาชาติ ให้คำแนะนำต่อบริษัทต่างๆ ที่ต้องการนำกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม มาใช้ในการสร้างความเติมโตและความยั่งยืนของกิจการ ได้แบ่งระดับของบริษัทที่จะสะท้อนความมุ่งมั่นต่อแนวคิดความรับผิดชอบต่อ สังคม ไว้ดังนี้
1. บริษัทที่คณะกรรมการบริษัท หรือ คณะผู้บริหารระดับสูง ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือยังไม่ได้ริเริ่มในการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ หรือ กลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้เลย
2. บริษัทที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพยายามปฏิบัติให้ครบเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
3. บริษัทที่มีการรับรู้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมที่ถูกต้องในบางแผนกอย่าง ไม่เป็นทางการ มีความพยายามในแผนกนั้นๆ ที่จะปฏิบัติหรือกำหนดกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังไม่มีระบบการรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะ
4. บริษัทที่จัดให้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นนโยบายในการดำเนินธุรกิจ มีการอบรมเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้อง แนวปฏิบัติ และผลลัพธ์ที่ต้องการให้ทราบอย่างทั่วถึงภายในองค์กร มีระบบการวางแผน การดำเนินการ การวัดผล กิจกรรมต่างๆ
5. บริษัทที่กำหนดให้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจหลัก และกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท มีการตั้งเป้าหมายความสำเร็จของความรับผิดชอบต่อสังคม มีการติดตามผล ประเมินความสำเร็จ และนำผลที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้น นำปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้ร่วมในการตัดสินใจทาง ธุรกิจทั่วทั้งองค์กรตั้งแต่ระดับคณะกรรมการบริษัทลงมา มีการจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะและเป็นทางการ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทและผู้ที่สนใจอย่างทั่วถึง
ท่านเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารในองค์กรธุรกิจ ก็คงจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานได้ว่า สายตาจากมุมมองภายนอกนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมุมมองภายในของท่านเองแล้ว มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างใดบ้างหรือไม่
และจะนำความเข้าใจที่ดีขึ้นนี้ มาช่วยพัฒนาการสร้างความแข็งแรงและความยั่งยืนเพิ่มขึ้นให้กับบริษัทของท่านได้อย่างไรบ้าง
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/624731#sthash.wVL6GxCp.dpuf

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น