วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อัตลักษณ์ภาคเหนือตอนบน

ภาคเหนือตอนบน 1

tmap02_no_upper1 ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน

ศักยภาพของพื้นที่

  • เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ
  • มีพื้นที่ถือครองการเกษตรขนาดเล็ก เหมาะแก่การปรับสู่ระบบเกษตรอินทรีย์สำหรับตลาดเฉพาะ
  • มีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ด้านบริการโทรคมนาคม ด้านโครงข่ายคมนาคมทางบก เป็นศูนย์กลางการบินในอนุภูมิภาค ด้านการศึกษา
  • ทำเลที่ตั้งสามารถเชื่อมโยงไปสู่กลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน (GMS) ได้โดยสะดวก
  • มีทุนวัฒนธรรมล้านนาที่มีเอกลักษณ์ และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งเป็นที่รู้จักของต่างประเทศ รวมทั้งความมีน้ำใจโอบอ้อมอารีของประชาชนที่เอื้อต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว
  • มีฐานความรู้ของสถาบันการศึกษาและทุนทางศิลปวัฒนธรรม สามารถนำมาใช้เพื่อตอบสนองโอกาสแนวโน้มกระแสการบริโภคที่เน้นการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ และความนิยมวิถีธรรมชาติและตะวันออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการผลิต เช่น หัตถอุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ

ทิศทางการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1

  1. ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และน้ำ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ป้องกันและแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง เน้นการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น ปลูกพืชเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำในเชียงใหม่-ลำพูน รวมทั้งสนับสนุนการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
  2. พัฒนาบริการพื้นฐานของเมืองและสิ่งแวดล้อมเมือง เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง เน้นการวางแผนแม่บทการบริหารจัดการเมืองศูนย์กลางความเจริญและพัฒนาระบบขน ส่งมวลชนระบบกำจัดขยะ ระบบบำบัดน้ำเสียในเชียงใหม่-ลำพูน
  3. พัฒนาโครงข่ายการคมนาคม ระบบ Logistics และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุน เน้นเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งของเมือง และโครงข่ายระหว่างจังหวัดภายในกลุ่ม (Cluster Road) สู่ภูมิภาค เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้า และบริการและพื้นที่แหล่งผลิตทางการเกษตร รวมถึงสนับสนุนการขยายเขตประกอบอุตสาหกรรมในพื้นที่ลำพูน และการพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า
  4. สร้างมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตและบริการ โดยใช้ฐานความรู้วิชาการผสมผสานกับคุณค่าของธรรมชาติ สังคม และศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของล้านนา รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับฐานเศรษฐกิจเดิม (เกษตร ท่องเที่ยว หัตถอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลเกษตร) และสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ (อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการสุขภาพ สปา บริการทางการแพทย์ และบริการทางการศึกษา)

บทบาทของ SMEs ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

กลุ่มจังหวัดในภาคเหนือตอนบน มีเอกลักษณ์ที่เด่นชัดในเรื่องของวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งปรากฏทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และวิถีชีวิต การประกอบกิจการส่วนใหญ่เป็นไปตามความโดดเด่นของพื้นที่ในทางเกษตร ได้แก่ การเพาะปลูกพืชผักผลไม้และดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งในปัจจุบันนอกจากจะเป็นการขายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังมีหลายแห่งที่เชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อีกด้วย
การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ การผลิตแปรรูปเกษตร การผลิตอาหาร การผลิตเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องประดับตกแต่งจากไม้ การผลิตเซรามิก และยังมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในหลายจังหวัดที่รองรับการผลิตขนาดใหญ่ด้วย
ภาคบริการที่สำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยมีจังหวัดหลักคือ เชียงใหม่ เชียงราย เป็นศูนย์กลางสำคัญ และเชื่อมโยงสู่จังหวัดใกล้เคียงและต่อเนื่องไปในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่ม น้ำโขงด้วย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบริการในเรื่องโรงแรมที่พักประเภทต่าง ๆ ร้านอาหาร สปา รถเช่า บริการท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่นำเอกลักษณ์ของคนเหนือหรือ ความเป็นล้านนา รวมเข้าไว้ในผลิตภัณฑ์และบริการของตนด้วยในทางใดทางหนึ่งเสมอ
จากการที่เชียงใหม่และเชียงรายเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ และจังหวัดในภาคเหนือตอนบนสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้หลายช่อง ทาง จึงมีธุรกิจบริการที่รองรับการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน รวมทั้งธุรกิจที่ให้บริการข้ามแดน บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่รองรับทั้งการค้า การผลิต และการบริการประเภทต่าง ๆ
ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นมากอีกกลุ่มหนึ่งในภาคเหนือตอนบน คือ การผลิตผลิตภัณฑ์หัตถกรรมหรือหัตถอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งผ้าทอ การแกะสลักไม้ การจักสาน ผลิตภัณฑ์กระดาษสา เครื่องเงิน ซึ่งมีทั้งที่ดำเนินการในลักษณะธุรกิจของตัวเอง และดำเนินการกันในกลุ่มชาวบ้าน หรือกลุ่มการผลิตต่าง ๆ  โดยมีอยู่ทั่วไปในทุกจังหวัด มีการใช้ทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่สืบทอดต่อกันมา หรือภูมิปัญญาของชุมชนเข้ามาผสมผสานกับการออกแบบเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดึง ดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว และรองรับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ
ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมทั้งหลายนั้น มีทั้งที่เป็นสินค้าของฝาก ของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว  ของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า เครื่องประดับต่าง ๆ ฯลฯ
กลุ่มที่ผลิตหัตถอุตสาหกรรมนั้นมีอัตลักษณ์ที่ค่อนข้างโดดเด่น และมีความสัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของพื้นที่อย่างชัดเจน นอกจากทุนทางวัฒนธรรมที่ปรากฎในสินค้าต่าง ๆ แล้ว ยังใช้ทุนทางสังคมและศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการบริหาร จัดการให้เกิดประสิทธิภาพ และนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิต เอกลักษณ์และความเป็นท้องถิ่นผ่านชิ้นงานหัตถกรรมต่าง ๆ ด้วย

ธุรกิจ SMEs ที่โดดเด่นในพื้นที่

  • ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (เชียงใหม่)
  • ธุรกิจเกษตรและแปรรูปการเกษตร ธุรกิจอาหาร (เชียงใหม่ ลำพูน)
  • ธุรกิจหัตถกรรม หัตถอุตสาหกรรม : งานผ้าทอ งานไม้ แกะสลัก กระดาษสา และอื่นๆ (เชียงใหม่ ลำปาง)
  • อุตสาหกรรมการผลิต เซรามิกส์ เฟอร์นิเจอร์ไม้ และอื่นๆ (เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน)
  • ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง (เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน)
  • ธุรกิจการศึกษา (เชียงใหม่) เช่น โรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนกวดวิชาต่างๆ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการในแบบ Life Style (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน) เช่น ร้านชากาแฟสมัยใหม่ โรงแรมขนาดเล็กในแบบโรงแรมบูติกหรือเกสต์เฮ้าส์ ธุรกิจด้านไอที ธุรกิจสถานบันเทิงหรือพักผ่อน ที่ตอบสนองกระแสบริโภคที่เน้นการใช้เทคโนโลยี และความนิยมวิถีธรรมชาติและวิถีตะวันออก เป็นต้น

ธุรกิจท่องเที่ยวภาคเหนือ

ธุรกิจท่องเที่ยวภาคเหนือ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
  สิงหาคม 2557



ภาคเหนือของไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่น และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาช้านาน จึงทำให้แหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือเป็นปลายทางท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่อง เที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางไปเยือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านคมนาคมในปัจจุบันทั้งทางบกและทางอากาศ ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น เอื้ออำนวยต่อการขยายตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม (เช่น การพำนักระยะยาว การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัคร (Volunteer Tourism) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น) ให้กับแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือมากยิ่งขึ้น

ฉะนั้น จากเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือ ความสะดวกสบายในการเดินทาง และแนวโน้มการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของภาคเหนือ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ให้มีความพร้อมรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวในระยะข้างหน้า

สถานการณ์การท่องเที่ยวภาคเหนือของไทยในปี 2557 : เติบโตต่อเนื่องในอัตราช้าลง


สำหรับการท่องเที่ยวภาคเหนือโดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 ยังคงรักษาระดับ การเติบโตต่อเนื่อง ด้วยแรงหนุนจากตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศช่วงไตรมาสแรก ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของคนไทยจากภูมิภาคอื่นๆ ที่นิยมเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวในแหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือ ประกอบกับการเติบโต

ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เปลี่ยนปลายทางท่องเที่ยวไปยังเมืองท่องเที่ยวในส่วนภูมิภาคของไทย เพื่อหลีกเลี่ยงการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพฯ (เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น)

โดยมีปัจจัยสนับสนุน อาทิ การขยายตัวของธุรกิจสายการบิน โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ ซึ่งมีต้นทางส่วนใหญ่มาจากหลายเมืองเศรษฐกิจของจีน (เช่น เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู ฮ่องกง มาเก๊า เป็นต้น) รวมถึงสถานีปลายทางประเทศอื่นๆ (เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น) ซึ่งหากพิจารณาสถิติจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ท่าอากาศยาน เชียงใหม่ พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 มีจำนวนเที่ยวบินจากต่างประเทศจำนวน 3,047 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 76.8 เมื่อเทียบกับจำนวนเที่ยวบินในช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งมีจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศมาลงที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 1,723 เที่ยวบิน ขณะที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศจำนวนประมาณ 635,160 คน ขยายตัวร้อยละ 72.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีจำนวน 368,532 คน

นอกจากนี้ การเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เป็นอีกแรงหนุนการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภาคเหนือผ่านทางด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยจากสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาผ่านทางด่านเชียง ของในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 พบว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 43,296 คน เติบโตร้อยละ 11.7 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์

ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย ผ่านด่านเชียงของจำนวน 11,333 คน สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวใน เทศกาลตรุษจีน ทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวกันเอง (FIT) รวมทั้งคาราวานทัวร์จากจีนตอนใต้ ซึ่งมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยประมาณ 8,000 คนต่อเดือนหลังการเปิดใช้สะพาน ทั้งนี้ หากมองไปข้างหน้า การเดินทางมาไทยผ่านทางด่านเชียงของมีแนวโน้มขยายตัว ทั้งในด้านการค้าชายแดนและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว


อย่างไรก็ดี แม้ในช่วงไตรมาส 2 ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในจังหวัดเชียงรายในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และตามมาด้วยเหตุการณ์อาฟเตอร์ช็อคอีกหลายครั้ง สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม สิ่งปลูกสร้าง และอาคารบ้านเรือนในจังหวัดเชียงราย รวมถึงความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่ผลกระทบก็อยู่ในวงจำกัด คือ เฉพาะนักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดเชียงราย

ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 คาดว่า ตลาดท่องเที่ยวภาคเหนือของไทยมีทิศทางดีขึ้นเด่นชัดในช่วงไตรมาสสุดท้าย แม้ในไตรมาส 3 จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นซึ่งมีฝนตกชุก ทำให้บางพื้นที่ในภาคเหนือประสบภาวะน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ไม่เอื้อต่อกิจกรรมการท่องเที่ยว แต่ภาครัฐและเอกชนทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ต่างเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริม การตลาดเชิงรุก เช่น เน้นเจาะตลาดไมซ์กลุ่มข้าราชการ และตลาด CSR (ความรับผิดชอบของสังคมและสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ) อาทิ การจัดกิจกรรมทำฝายชะลอน้ำเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น สำหรับในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคเหนือ โดยคนไทยนิยมเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวตั้งแต่ช่วงปลายฝนต้นหนาว (ประมาณปลายเดือนตุลาคม) รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางไปร่วมเทศกาลงานประเพณีที่มี เอกลักษณ์เฉพาะตัวในหลายจังหวัดภาคเหนือ เช่น งานประเพณีลอยกระทง เป็นต้น

ในด้านนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือรองลงมาจากแหล่งท่องเที่ยว

ในภาคใต้ และภาคตะวันออก (ไม่นับรวมกรุงเทพฯ) แต่ในระยะข้างหน้าแล้วสัดส่วนของชาวต่างชาติที่จะเดินทางมายังแหล่งท่อง เที่ยวในภาคเหนืออาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความโดดเด่นของศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติซึ่งเหมาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ธรรมชาติ การพัฒนาสาธาณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการคมนาคมทั้งระบบรางและทางอากาศ รวมไปถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือที่เอื้อต่อการขายตลาดท่อง เที่ยวเชิงสุขภาพ และตลาดนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาวจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น อีกทั้ง ยังมีแรงหนุนจากตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตามกระแสภาพยนตร์จีนที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย โดยเฉพาะตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับความสะดวกด้านการเดินทางจากจีนมายังเชียงใหม่ด้วยเส้นทาง R3A ผ่านด่านเชียงของ และทางอากาศ ด้วยเที่ยวบินตรง ซึ่งมีทั้งเที่ยวบินประจำและเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ดังจะเห็นได้จากสถิตินักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมายังภาคเหนือของไทยผ่าน ด่านเชียงของ (จังหวัดเชียงราย) ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2557 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาภาคเหนือของไทยจำนวน 20,331 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2557 ขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมายังประเทศไทยลดลงร้อยละ 21.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ด้วยจำนวน 2.22 ล้านคน) แต่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางโดยบินตรงมายังจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้น กว่าเท่าตัวด้วยจำนวน 162,845 คน เหล่านี้อาจจะชี้ให้เห็นทิศทางของนักท่องเที่ยวชาวจีน (โดยเฉพาะตอนใต้) ที่นับวันจะมีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภาคเหนือ


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดการณ์ว่า ในปี 2557 ตลาดนักท่องเที่ยวของภาคเหนือมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 6.0 เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่ขยายตัวร้อยละ 7.5 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมทั้งสิ้นประมาณ 26.0 ล้านคน และสร้างเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่คิดเป็นมูลค่า 120,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8


สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมในภาคเหนือของบรรดานักท่องเที่ยวชาวไทยและ ชาวต่างชาติในปี 2557 ตลาดท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวแม้ในอัตราที่ชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน หน้า โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติเดินทางไปยังจังหวัด เชียงใหม่รวมทั้งสิ้นประมาณ 7.52 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับปี 2556 (ที่ขยายตัวร้อยละ 7.9) และก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 62,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7

ขณะที่จังหวัดเชียงราย มีความโดดเด่นด้านกิจกรรมการค้าชายแดน ซึ่งมีแนวโน้มหนุนให้ผู้คนรวมถึงนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากยิ่งขึ้นใน อนาคตอันใกล้นี้ ประกอบกับการเปิดใช้เส้นทาง R3A

จะยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวจากประเทศจีน (ตอนใต้) เมียนมาร์ และลาว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขนาด 6.3 ริกเตอร์เมื่อวันที่ 5 เดือนพฤษภาคม 2557 และตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อคจนถึงปัจจุบันอีกกว่า 1,200 ครั้ง มีแนวโน้มบั่นทอนการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชียงรายในปี 2557 ทำให้ชะลอการเติบโตลงจากปี 2556 ที่เติบโตร้อยละ 5.7 จากปีก่อนหน้า โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงรายประมาณ 3.0 ล้านคนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 จากปีที่แล้ว ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ คือ กว่าร้อยละ 80 เป็นนักท่องเที่ยวคนไทยเพิ่มขึ้นในราวร้อยละ 4.9 เทียบกับปีก่อนหน้า(ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.8) และก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า(ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1)

ตลาดท่องเที่ยวภาคเหนือของไทย : พึ่งนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยสัดส่วนร้อยละ 84


การท่องเที่ยวในภาคเหนือพึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นตลาดหลัก ด้วยสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 โดยส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปสัมผัสอากาศที่หนาวเย็น ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ซึ่งมีเทศกาลงานเฉลิมฉลองหลายเทศกาล อาทิ งานประเพณีลอยกระทง เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมถึงเทศกาลตรุษจีน และต่อเนื่องไปถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเดินทางมาร่วมกิจกรรมงานประเพณีสงกรานต์ใน สไตล์ล้านนา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นในภาคเหนือ

โดยในปี 2555 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือรวมทั้งสิ้นจำนวน 22,804,190 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคิดเป็นร้อยละ 11.5 ของจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งประเทศ ในจำนวนนี้ประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 19,130,690 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 3,673,500 คน

จังหวัดเชียงใหม่ เป็นปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของภาคเหนือ โดยในปี 2555 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนรวมทั้งสิ้น 6,570,642 คน มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 28.8 ของจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของภาคเหนือ ซึ่งประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยร้อยละ 66.6 (จำนวน 4,378,320 คน) และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติร้อยละ 33.4 (จำนวน 2,192,322 คน) รองลงมา คือ จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนรวมทั้งสิ้นจำนวน 2,751,780 คน มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 12.1 ของจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของภาคเหนือ โดยส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 81.1 เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย (จำนวน 2,231,702 คน) และร้อยละ 18.9 เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ (จำนวน 520,078 คน) ส่วนเมืองท่องเที่ยวในภาคเหนือที่ได้รับความนิยมลำดับรองลงมา คือ พิษณุโลก (จำนวน 2,543,766 คน) เพชรบูรณ์ (จำนวน 1,509,632 คน) และตาก (จำนวน 1,438,605 คน) ตามลำดับ


ขณะที่รายได้ท่องเที่ยวของภาคเหนือมีมูลค่า 102,898 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.6 จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นร้อยละ 7.6 ของรายได้ท่องเที่ยวรวมของทั้งประเทศที่มีมูลค่า 1,349,793 ล้านบาท (ข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยว) ทั้งนี้ จากมูลค่าดังกล่าว ส่วนใหญ่ คือ ประมาณร้อยละ 71.3 มาจากนักท่องเที่ยวชาวไทยคิดเป็นมูลค่า 73,354 ล้านบาท และอีกร้อยละ 28.7 คิดเป็นมูลค่า 29,544 ล้านบาทมาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายจังหวัด พบว่า จังหวัดเชียงใหม่สร้างรายได้ท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือ โดยมีมูลค่า 53,863 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52.3 ของรายได้ท่องเที่ยวภาคเหนือโดยรวม รองลงมา คือ จังหวัดเชียงรายมีรายได้ท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 18.3 ด้วยมูลค่า 18,817 ล้านบาท และตามมาด้วย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก ด้วยสัดส่วนร้อยละ 5.5 ร้อยละ 4.3 และร้อยละ 4.0 ตามลำดับ

วิถีการทำธุรกิจท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย


ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือ ทั้งในด้านความพร้อมและความหลากหลาย ของทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว บริการด้านการท่องเที่ยว สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาโครงข่ายด้านการคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และความสะดวกด้านการคมนาคมเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ หากทุกภาคส่วนประสานความร่วมมือมุ่งพัฒนายกระดับการท่องเที่ยวภาคเหนือ โดยเพิ่มกิจกรรมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือตลอดทั้งปีไม่ กระจุกตัวอยู่เฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยว จะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าพักให้ธุรกิจด้านที่พักในภาคเหนือ ส่งผลดีก่อให้เกิดการใช้ห้องพักพักอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้แออัดอยู่เฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวเพียงไม่กี่เดือน และช่วยเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจด้านที่พักในภาคเหนือ นอกจากนี้ หากมีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อกระจายการท่องเที่ยวให้ครอบคลุม แหล่งท่องเที่ยวหลักและแหล่งท่องเที่ยวรองในภาคเหนือได้อย่างทั่วถึง จะยิ่งเกื้อหนุนให้การท่องเที่ยวในภาคเหนือมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องไปใน อนาคต

ในด้านการคมนาคมที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น นับได้ว่าการเปิดใช้เส้นทาง R3A ตั้งแต่กลางปี 2556 อำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้ามายังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคเหนือของไทย ผ่านทางด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย ให้กับบรรดานักท่องเที่ยวกลุ่มมีกำลังซื้อจากเมืองเศรษฐกิจสำคัญของจีนตอน ใต้ (กว่างซีและคุนหมิง) รวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวระดับบนของเมียนมาร์ ที่นิยมเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย เกื้อหนุนต่อการขยายตลาดท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว

สำหรับธุรกิจด้านที่พักของนักท่องเที่ยวในภาคเหนือ ที่ปัจจุบันมีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้นประมาณกว่า 80,000 ห้อง (โดยห้องพักส่วนใหญ่ คือ เกือบร้อยละ 40 หรือประมาณกว่า 30,000 ห้องอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่) มีอัตราการเข้าพักสูงขึ้นตามลำดับ จากเฉลี่ยร้อยละ 28.63 ในปี 2554 เพิ่มขึ้นมาเป็นเฉลี่ยร้อยละ 36.82 ในปี 2555 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาในปี 2556 สำหรับในปี 2557 อัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในภาคเหนือมีแนวโน้มทรงตัวในระดับใกล้เคียง กับปี 2556

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจที่พักในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงก่อน การจัดงานพืชสวนโลกฯ ในปี 2549 ส่งผลให้ธุรกิจที่พักในจังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาห้องพักมีปริมาณเกินความ ต้องการมาอย่างต่อเนื่องหลังสิ้นสุดงานพืชสวนโลกฯ (ในช่วงต้นปี 2550) นำไปสู่การปรับตัวของธุรกิจด้านที่พักในจังหวัดเชียงใหม่ ไปในลักษณะของที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนห้องไม่มาก เพื่อความคล่องตัวในการปรับตัวรับสถานการณ์ด้านการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยพัฒนาด้านรูปแบบของที่พักและการบริการให้สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวเฉพาะ กลุ่มที่เป็นตลาดเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุต่างชาติจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ต้องการสถานที่เพื่อพำนักระยะยาวในต่างประเทศ ที่ภูมิอากาศเอื้ออำนวย ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และมีความพร้อมของบริการด้านสุขภาพที่ได้มาตรฐานรองรับ ประกอบกับอัธยาศัยของผู้คนในภาคเหนือที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ และไมตรี เหมาะกับงานบริการ เหล่านี้ล้วนเอื้ออำนวยต่อการให้บริการในด้านที่พัก อาหาร-เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และการดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มผู้สูงอายุตามวิถีธรรมชาติ

จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ธุรกิจด้านที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวในภาคเหนือ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ยังคงมีโอกาสขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงอยู่ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ การท่องเที่ยว ได้แก่ ธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่ ธุรกิจบริการด้านการแพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก (เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจบริการนวดแผนไทย/สปา/โยคะ) ธุรกิจค้าปลีก (เช่น คอมมูนิตี้มอลล์) ธุรกิจร้านอาหารเฉพาะกลุ่ม (อาทิ อาหารเพื่อสุขภาพ ร้านอาหารญี่ปุ่น) และธุรกิจสนามกอล์ฟ เป็นต้น

แนวคิดของธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในภาคเหนือของไทย



การเตรียมความพร้อมสำหรับ AEC


การรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะช่วยส่งเสริมการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ของประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบกับปัจจัยด้านความสะดวกสบายด้านคมนาคมทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ เหล่านี้น่าจะช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนของไทย/ต่างชาติ ให้หันมาลงทุนในธุรกิจบริการด้านท่องท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือของไทย

ผลจากเออีซีต่อธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว



ในอีกด้านหนึ่ง คงยากจะปฏิเสธว่า เออีซีก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวและ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องบางส่วน แต่ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของผู้ประกอบการเอง โดยเฉพาะความยืดหยุ่นของธุรกิจต่อปัจจัยแวดล้อม เช่น มาตรการกระตุ้นตลาดเดินทางท่องเที่ยวซ้ำ และขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน การบริหารจัดการทรัพยากรและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การศึกษาถึงผลของเออีซีต่อธุรกิจของตนเอง อาจจะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ประเมินสถานะทางธุรกิจ และเตรียมแผนรับมือ/รุกได้อย่างเหมาะสม

โดยอาจกล่าวถึงผลกระทบจากเออีซีได้ว่า แม้จะก่อให้เกิดภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่เออีซีก็ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวมีขนาดใหญ่ขึ้นตามด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญแก่ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการขยายฐานนักท่อง เที่ยวต่างชาติได้ทุกกลุ่ม ครอบคลุมกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป (กลุ่มวัยรุ่นวัยทำงาน) ไปจนถึงกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อาทิ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว และกลุ่มทัวร์กอล์ฟ จากภูมิภาคยุโรป (ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย) และภูมิภาคเอเชีย (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) รวมถึงนักท่องเที่ยวในตลาดระดับบนจากกลุ่มประเทศอาเซียน (เมียนมาร์ อินโดนีเซีย) เหล่านี้ น่าจะช่วยกระตุ้นให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายเข้ามาใช้บริการด้านการท่อง เที่ยวในภาคเหนือของประเทศไทย

ทั้งนี้ จากทิศทางการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวในภาคเหนือดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ในปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งที่ดำเนินธุรกิจบริการด้านการท่อง เที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องดูเหมือนจะมีความได้เปรียบหลายด้าน แต่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยยังพอมีลู่ทางลงทุนสำหรับการยกระดับคุณภาพการ ให้บริการ การเพิ่มช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงการแสวงหาโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในไทย/ต่างประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์การ บริการและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

สรุปและข้อเสนอแนะ


แหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือที่มีความโดดเด่นด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว

ทั้งคนไทยและต่างชาติเดินทางเข้าไปเยือนประมาณไม่ต่ำกว่า 26.0 ล้านคนในปี 2557 และสร้างรายได้ท่องเที่ยวกระจายสู่ท้องถิ่นประมาณกว่า 1.2 แสนล้านบาท หากได้รับแรงเกื้อหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะความสะดวกด้านการเดินทาง และการส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวให้กระจายไปยังทุกพื้นที่ในภาคเหนืออย่างทั่วถึง ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลดีต่อการขยายตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระดับบนจากชาติอาเซียน รวมทั้งนักท่องเที่ยงชาวจีน

ขณะที่เมื่อก้าวสู่เออีซีในช่วงปลายปี 2558 จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการขยายตัวแก่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวโดยตรง ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ (เช่น ธุรกิจที่พักระยะยาว ธุรกิจรับดูแลผู้ป่วย/ผู้สูงอายุต่างชาติ ธุรกิจให้บริการด้านการแพทย์ ธุรกิจด้านการขนส่ง ธุรกิจสนามกอล์ฟ เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จากผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างชาติ ทั้งในกลุ่มอาเซียนและนอกอาเซียน แต่ผลกระทบดังกล่าวจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการปรับตัวขององค์กรธุรกิจเอง

สำหรับในส่วนของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวเนื่อง ควรมีมาตรการต่างๆ สำหรับอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทั้งนี้ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของภาคเหนือให้คงไว้ ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่าง เข้มข้น และยกระดับการให้บริการของธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง (เช่น บริษัททัวร์ โรงแรม/รีสอร์ท ร้านอาหาร สปา เป็นต้น) รวมถึงการเพิ่มทักษะให้ไกด์นำเที่ยวมีความรู้และสามารถถ่ายทอดความเป็น เอกลักษณ์และวิถีของชาวไทยภาคเหนือให้แก่นักท่องเที่ยวได้ นอกจากนี้ ควรดำเนินการควบคู่ไปกับ การเพิ่มขีดความสามารถด้านการสื่อสารภาษาต่างประเทศสำหรับผู้ให้บริการใน ธุรกิจด้านท่องเที่ยว (ภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น รวมถึงภาษาอาเซียน) ตลอดจนประชาชนในท้องที่ และการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวย้อนรอยวัฒนธรรมสิบสองปันนา ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวจาก จีน (ตอนใต้)-เมียนมาร์-ลาว (เหนือ)-จนมาถึงไทย (ภาคเหนือ)

อย่างไรก็ดี ในภาวะที่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวในปี 2557 ตลาดไทยเที่ยวไทยน่าจะอีกหนึ่งตลาดที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของ ไทย เพื่อชดเชยรายได้ท่องเที่ยวที่หดหายไปจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่าง ชาติที่เดินทางมาไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจด้านท่องเที่ยวคงต้องติดตามสถานการณ์ตลาดไทยเที่ยวไทยและ ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้มีความสอดคล้อง นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามมาตรการและนโยบายที่จะมาช่วยกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทยในช่วง ที่เหลือของปี



แหล่งที่มาของข้อมูล
กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 

http://www.ksmecare.com/Article/82/31905/%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD
 

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เลียบเลาะเวที Shared Value Summit โดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์

เลียบเลาะเวที Shared Value Summit โดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์
ไฮไลต์ของงานประชุมอยู่ที่ Keynote Address ของพอร์เตอร์ ในหัวเรื่อง “Shared Value as Core Corporate Strategy”

สัปดาห์นี้ (12-13 พ.ค.) ผมเดินทางมาร่วมงานประชุมสุดยอด “Shared Value Leadership Summit 2015” ร่วมกับคณะคนไทยอีก 3 ท่าน ประกอบด้วยคุณเชาวภาค ศรีเกษม Chief Marketing Officer บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) คุณสุธิชา เจริญงาม รองผู้อำนวยการ สถาบันไทยพัฒน์ และคุณปาจารีย์ คุณชัยมัง หุ้นส่วน บริษัท เอ็กซ์เพิร์ท แอสเปค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้ธีม “Business as its best” กับผู้ร่วมประชุมกว่า 350 คน จากทั่วโลก

งานประชุม Shared Value Leadership Summit ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 นับจากครั้งแรกที่มีขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2011 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่บทความ “Creating Shared Value” ของ ศ.ไมเคิล อี พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร ฮาร์วาร์ด บิสิเนส รีวิว เช่นกัน

ไฮไลต์ของงานประชุมปีนี้ อยู่ที่ Keynote Address ของพอร์เตอร์ ในหัวเรื่อง “Shared Value as Core Corporate Strategy” ที่ได้ตอกย้ำความเป็น “กลยุทธ์” ระดับองค์กรของคุณค่าร่วม

พอร์เตอร์ ชี้ให้เห็นว่าการสร้างคุณค่าร่วมมิได้ใช้เพียงเพื่อให้การดำเนินงานของ องค์กรดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่เป็นการตราคุณค่าทางกลยุทธ์ เช่นเดียวกับที่การสร้างคุณค่าร่วมมิได้ใช้เพียงเพื่อให้องค์กรอยู่เหนือคู่ แข่งขัน แต่เป็นการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขัน

สารที่พอร์เตอร์ต้องการสื่อกับผู้เข้าร่วมประชุมปีนี้ เน้นว่า การสร้างคุณค่าร่วมเป็นกลยุทธ์ที่ไม่สามารถพัฒนาขึ้นจากการลอกแบบ Best Practices ให้ทัดเทียมหรือดีกว่าที่องค์กรอื่นมีอยู่ได้

สำหรับท่านผู้อ่านที่ยังไม่คุ้นกับการสร้างคุณค่าร่วม หรือ CSV ตามที่พอร์เตอร์ และเครเมอร์ นิยามขึ้น ขอขยายความให้เห็นภาพว่า ลักษณะของ CSV มิใช่การแบ่งปันหรือส่งมอบคุณค่าที่ได้เกิดขึ้นแล้วในรูปของการบริจาคหรือ Philanthropy เช่น การคืนกำไรสู่สังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร แต่จะต้องมี ภาวะคู่กัน (Duality) ของคุณค่าที่เกิดขึ้นทั้งต่อองค์กรและสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน

ในการสร้างคุณค่าร่วม องค์กรจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ปัจจัยแรก คือ ความท้าทายหรือโอกาสทางธุรกิจ ที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจในรูปของรายได้ ผลกำไร ส่วนแบ่งตลาด การสร้างตลาดใหม่ การลดค่าใช้จ่ายหรือลดความสูญเสียในด้านต่างๆ

ปัจจัยที่สอง คือ โจทย์หรือประเด็นปัญหาทางสังคมที่รอการแก้ไข ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางสังคมในรูปของการพัฒนา การแก้ไขเยียวยา การยกระดับคุณภาพชีวิต การรักษาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างโอกาสหรือความเป็นธรรมทางสังคมในด้านต่างๆ

และปัจจัยที่สาม คือ การใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญและสินทรัพย์ที่องค์กรมีอยู่ อันนำมาซึ่งผลิตภาพที่ทำให้การส่งมอบผลลัพธ์ทั้งทางธุรกิจและทางสังคมมี ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลเต็มคุณค่า

ด้วยปัจจัยข้อหลังนี้ ทำให้การสร้างคุณค่าร่วม กลายเป็นกลยุทธ์ที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร ยิ่งเมื่อได้ผสมผสานเข้ากับปัจจัยที่หนึ่งและปัจจัยที่สองด้วยแล้ว คงไม่มี Best Practices ไหนที่องค์กรจะสามารถใช้อ้างอิงได้

พอร์เตอร์ยังได้ทำหน้าที่นำการเสวนาในช่วงถัดมา ในหัวข้อ “Supporting the Conditions to Create Business at its Best” ด้วยการเน้นย้ำว่าการสร้างคุณค่าร่วม เป็นกลยุทธ์ที่องค์กรใช้สร้างผลกำไรทางธุรกิจ ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาทางสังคม ไม่ใช่การทำเพื่อการกุศลหรือตั้งข้อรังเกียจการทำเพื่อกำไรแต่อย่างใด พร้อมด้วยคู่หู มาร์ค เครเมอร์ ขึ้นกล่าวรับลูกปิดช่วงเสวนาของพอร์เตอร์ กับวลีที่ว่า การสร้างคุณค่าร่วม เป็นแกนของกลยุทธ์ธุรกิจ มิใช่เพียงการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม!

สำหรับท่านที่สนใจวีดีทัศน์บันทึกงานประชุมสุดยอด Shared Value Leadership Summit 2015
สามารถติดตามย้อนหลังได้ที่ http://sharedvalue.org/2015summit
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/634513#sthash.aMQTOVWy.dpuf

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจด้วย'CSV'

สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจด้วย'CSV'

คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง : สร้างความยั่งยืน ให้ธุรกิจแนวใหม่ด้วย 'CSV' : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์

          การทำธุรกิจในขณะนี้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็นับว่าเป็นเรื่องยาก หากไม่มีการวางแผน เตรียมตัว และเตรียมพร้อมให้ดี เพราะสภาพเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันสูงในปัจจุบัน ส่งผลให้แต่ละธุรกิจต้องงัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมาใช้เพื่อทำให้ธุรกิจของตนเองมีกำไรและเติบโตอย่างยั่งยืน

          หลายสิบปีที่ผ่านมา คนที่ทำธุรกิจมักจะคำนึงถึงเรื่องเดียวก็คือ ผลกำไรของตัวเองเท่านั้น โดยไม่สนใจคู่ค้า ลูกค้า หรือชุมชนรอบข้างเท่าใดนัก จึงทำให้เกิดอาการรวยคนเดียวในขณะที่คนรอบข้างยากจนหรือกำลังเดือดร้อนกับ บางสิ่งบางอย่างที่อาจจะมาจากการกระทำของตัวเขาเองหรือมาจากปัจจัยภายนอก หลากหลายประการ จนไม่มีกำลังซื้อสินค้าและบริการ สุดท้ายก็ส่งผลกลับคืนให้ธุรกิจรวยคนเดียวนั้นไปไม่รอดเช่นกัน
          ต่อมาจึงได้มีแนวคิดที่จะช่วยทำให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืนขึ้น รวยนานขึ้น ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “ซีเอสอาร์” (Corporate Social Responsibility) คือ การแสดงความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อสังคมและชุมชนรอบข้าง เปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่คำนึงถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว มาเป็นการดำเนินธุรกิจโดยมีเป้าหมายที่กำไร สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป และมุ่งตอบสนองความคาดหวังของสังคมที่มีต่อองค์กรธุรกิจด้วยความสมัครใจ ดั่งจะเห็นได้จากการที่บริษัทต่างๆ หันมาจัดกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ บางบริษัทถึงกับมีผู้บริหารระดับสูงโดดลงมาร่วมกิจกรรมด้วย
          ในขณะที่ประเทศไทยเรากำลังนับถอยหลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอา เซียน (เออีซี) ที่จะมีการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้การทำซีเอสอาร์ที่ใช้เป็นกลยุทธ์ในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร เพียงอย่างเดียว อาจจะดูไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว
          จึงมีกูรูทางด้านกลยุทธ์ชื่อดัง “ไมเคิล อี พอตเตอร์” และ “มาร์ค อาร์ แครมเมอร์” ได้เสนอแนวคิดการบริหารความยั่งยืนขององค์กรด้วย “การสร้างค่านิยมร่วมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน” หรือที่เรียกว่า “ซีเอสวี” (Creating Shared Value) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ต่อยอดสูงขึ้นไปจากซีเอสอาร์ โดยมีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของ ธุรกิจ ควบคู่ไปกับส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนที่องค์กรนั้นตั้งอยู่ให้ก้าว หน้าขึ้นไปพร้อมๆ กัน
          มีการแบ่งปันและเอื้อเฟื้อต่อกัน เพื่อสร้างคุณค่าให้ทุกภาคส่วนของสังคม อันจะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจ ตลอดจนสังคมโดยรวมให้แข็งแรง สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมๆ กันได้ ถ้าพูดแบบบ้านๆ ก็คือ รวยไปด้วยกัน สบายไปด้วยกัน

          ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ไหนก็ตาม จุดร่วมกันของทุกกลยุทธ์ที่จะทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้ก็คือ ก่อนที่คิดหรือทำอะไรให้แก่ชุมชนหรือส่วนรวม ควรเน้นที่ความต้องการของชุมชนเป็นหลัก ไม่ใช่ความต้องการขององค์กร และถ้าจะให้ดีต้องให้ชุมชนร่วมคิด ร่วมวางแผนตั้งแต่แรก ร่วมทำ และร่วมประเมินผลเพื่อปรับปรุงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าด้วยเสมอ


-------------------
(คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง : สร้างความยั่งยืน ให้ธุรกิจแนวใหม่ด้วย 'CSV' : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์)

CSR หลายมิติ เป้าหมายสู่ความยั่งยืน

ขณะที่เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งหมายรวมถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันกำลังกลายเป็นกระแสหลัก ของโลกยุคใหม่ที่ “ต้องทำ” รวมทั้งมีความตื่นตัวของธุรกิจชั้นนำในเมืองไทย


ผมสังเกตเห็นหลายบริบทหลายกรณีที่อาจเรียก ต่างกัน แต่ก็สอดคล้องไปในทางเดียวกันของ “ผู้ใฝ่ดี” และเป็นผลให้ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งผู้บริโภคและสังคมอยากคบค้าด้วย
บทบาทข้างต้นเป็นการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม หรือ Creating Shared Value ซึ่งที่เนสท์เล่เรียกว่า “CSV” อันเป็นหลักปฎิบัติในการดำเนินธุรกิจที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอตั้งแต่เริ่ม ก่อตั้งบริษัทใน พ.ศ. 2409 เป็นต้นมา
ไมเคิล อี. พอร์ตเตอร์ กูรูชื่อดังด้านบริหารจัดการ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพิ่งมานิยามชื่อของแนว CSV เมื่อ พ.ศ. 2548 โดยเอาทฤษฎีมาจับสิ่งที่องค์กรเนสท์เล่ได้ดำเนินการมาหลายสิบปีในการทำ ธุรกิจ แล้วอธิบายว่านี่เป็นแนวทางที่นำไปสู่การเพิ่ม “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ขององค์กร
ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างศักยภาพและการเติบโตทางสังคมของชุมชนโดยรอบ จึงกล่าวได้ว่าเป็นแนวทางบริหารทรัพยากร เพื่อมุ่งไปสู่ความยั่งยืน (Sustainability) ที่องค์กรทำเพื่อสร้างคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งองค์กรและสังคมให้ดี ขึ้นไปพร้อมๆ กัน
อย่างเนสท์เล่ (ไทย) มุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญที่เหมาะกับศักยภาพขององค์กร ได้แก่
1.การพัฒนาด้านโภชนาการเพื่อผู้บริโภค
2.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
3.การพัฒนาชุมชน
เนสท์เล่ ได้เข้าไปมีส่วนร่วม และสนับสนุนกิจกรรมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ 3 หัวใจหลัก เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม (CSV) และมุ่งก่อให้เกิดผลกระทบเชิงสร้างสรรค์ที่ดีที่สุด
แนวคิด “การสร้างคุณค่าร่วมกันกับสังคม” จึงไม่ใช่การ แสดงออกด้วยการบริจาค หรือทำเป็นกิจกรรมเสริมเท่านั้น แต่กระบวนการทั้ง 3 ด้านจะเป็นการยกระดับการดำเนินธุรกิจของบริษัทอีกด้วย
ตัวอย่างกิจกรรมในประเทศไทยตามแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม
1. คาราวานเปิดรับความสุข สู่สุขภาพดีกับเนสท์เล่ (Nestle Road Show)
เป็นกิจกรรมเด่น ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการ ส่งเสริมการมีสุขภาพดี และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เพราะคนในชุมชนห่างไกลยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการจนเกิดปัญหาภาวะ โภชนาการขาดและโภชนาการเกิน
ในปี พ.ศ 2553 กิจกรรมนี้เข้าถึงคนไทยในพื้นที่ห่างไกลกว่า 300,000 คน ใน 120 อำเภอ และในปี พ.ศ. 2554เนสท์เล่ใช้งบสนับสนุนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อเดินสายจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรก ได้จัดกิจกรรมไปแล้ว 76 อำเภอ ในภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (บางส่วน) และเริ่มเดินสายจัดกิจกรรมต่อในช่วงไตรมาสที่ 4 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
2. กิจกรรมเด็กไทยสุขภาพดี (Healthy Thai Kids)
เนสท์เล่ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งโครงการนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2547
เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องอาหาร โภชนาการ และการออกกำลังกาย ที่ถูกต้องให้กับเด็กไทย คุณครู และผู้ปกครอง รวมถึงปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านกิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน
ตลอด 6 ปีที่ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เนสท์เล่ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ในโรงเรียนและมอบชุดอุปกรณ์การเรียนการสอน แนวสร้างสรรค์แก่โรงเรียนกว่า 12,000 แห่งทั่วประเทศ
3. การพัฒนากาแฟคุณภาพเพื่อเกษตรกรและผู้บริโภค
ในประเทศไทย เนสท์เล่มุ่งพัฒนากระบวนการเพาะปลูกกาแฟ โดยได้จัดทำแปลงทดสอบและสาธิตกาแฟอาราบิก้าในปี พ.ศ. 2531 เพื่อพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกบนดอยที่ระดับความ สูง 1,200 -1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เนสท์เล่ได้ส่งมอบเมล็ดกาแฟอาราบิก้าพันธุ์ดีไปแล้วประมาณ 300 กิโลกรัม คิดเป็นจำนวนต้นกล้าถึง 1.1 ล้านต้น เพื่อให้โครงการพัฒนาดอยตุงและกรมวิชาการการเกษตรนำไปเพาะเป็นต้นกล้าและแจก จ่ายให้แก่ชาวเขาเพื่อนำไปเพาะปลูกต่อไป
เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาให้ดี ขึ้น ทั้งในแง่ของการพัฒนาอาชีพให้ชาวเขาได้มีอาชีพอย่างถาวรยั่งยืน และมีรายได้ต่อครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังได้ส่งเสริมการพัฒนากาแฟโรบัสต้าที่นิยมปลูกในภาคใต้ โดยได้จัดตั้งแปลงทดสอบและสาธิตกาแฟโรบัสต้า แปลงรวบรวมพันธุ์กาแฟโรบัสต้า ในจังหวัดชุมพร ศูนย์รับซื้อกาแฟโดยตรงจากเกษตรกรในจังหวัดชุมพรและระนอง รวมไปถึงการริเริ่มการผลิตพันธุ์ต้นกล้ากาแฟ โรบัสต้าพันธุ์ดี ซึ่งได้กระจายสู่เกษตรกรชาวสวนกาแฟแล้วกว่า 1.6 ล้านต้น นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา
4. การสนับสนุนการผลิตน้ำนมดิบคุณภาพดี
สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผ่านทางสหกรณ์โคนม 4 แห่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 โดยนักวิชาการด้านโคนม (Dairy Specialist) ของเนสท์เล่ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำ ออกเยี่ยมฟาร์ม และจัดฝึกอบรมแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการ จัดการฟาร์ม และการ-พัฒนาน้ำนมดิบ
จนถึงปัจจุบันนี้ มีการจัดฝึกอบรมครอบคลุมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมแล้วมากกว่า 1,000 คน
5. ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ
กระบวนการการผลิตของโรงงานเนสท์เล่ทั่ว โลกรวมถึงประเทศไทยกว่า 300 โรงงาน น้ำเป็นหนึ่งวัตถุดิบที่สำคัญ จึงได้กำหนดนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกโรงงานของเนสท์เล่ยึดหลักการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวคิดการลดใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่หลังการบำบัดแล้ว (Recycle)
โรงงานผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับการรับรองจากอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2552 ว่ามีน้ำเสียออกจากโรงงานเป็นศูนย์ (Zero Waste Water) ส่วนโรงงานอื่นๆ อีก 6 แห่ง ก็สามารถลดการใช้น้ำลงไปได้เฉลี่ยปีละ 5% นับเป็นตัวอย่างที่ดีจากการเอาจริง

นวัตกรรม CSR ศตวรรษที่ 21 เน้นความยั่งยืนระยะยาว

นวัตกรรม CSR ศตวรรษที่ 21 เน้นความยั่งยืนระยะยาว-เรื่องที่ 709

https://chirapon.wordpress.com/category/csr/

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์
WP_20150509_12_51_53_Pro
การทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ Corporate Social Responsibility ตามแนวทางบริหารกิจการสมัยใหม่ ไม่ได้มาจากความตั้งใจของกิจการเป็นหลักอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลมาจากพัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นอยู่ในระดับโลกและในระดับพื้นที่ จนส่งผลให้แต่ละกิจการต้องหันมาทบทวนโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์การดำเนินงานของ กิจการ เพื่อให้มั่นใจว่า CSR ของกิจการได้พิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม
แนวโน้มในอนาคตทำให้เชื่อว่าภาคประชาสังคมมีความคาดหวังว่า
  • กิจการจะมีส่วนในการช่วยดูแล รักษา เยียวยาอนุรักษ์สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และเน้นผลในเชิงประจักษ์
  • ผู้บริโภค พนักงานกิจการ กิจการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภาครัฐจะมีพฤติกรรมในทางบวกและส่งเสริมกิจการในการดำเนินการ CSR
พัฒนาดังกล่าวได้ทำให้กิจการต้องยอมรับว่าบทบาทและกิจกรรม CSR ของตนต้องขยายวงกว้างออกไป ไม่ใช่เพื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกิจการ หากแต่เพื่อสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง เพียงแต่บางกิจการสามารถแสวงหาประโยชน์หรือเพิ่มความได้เปรียบในการที่ทำ กิจกรรม CSR ตามแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ และมีองค์ประกอบที่ครบถ้วน
แนวโน้มในอนาคตของความคาดหวังต่อการทำกิจกรรมCSR ของกิจการมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ
ประการที่ 1
มาตรฐาน CSR ในระดับสากลมีแนวโน้มที่จะขยับเข้ามาใกล้เคียงกันมากขึ้น
ภายหลังจากสภาองค์การ ISO ได้ออกโรงศึกษาและประกาศใช้ ISO 26000 : Social Responsibility ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มของการที่ทั่วโลกจะอยู่บนมาตรฐาน ของกิจกรรม CSR ได้
แนวทางปฏิบัติที่เป็นกิจกรรม CSR จึงมีแนวโน้มที่จะใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดใหญ่ กลาง หรือแม้แต่ขนาดเล็ก
ประการที่ 2
กิจกรรม CSR มีแนวโน้มจะเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ระดับองค์กรมากขึ้น
แต่เดิมกิจกรรม CSR ของหลายกิจการอาจจะเป็นการกำหนดแผนงานจรขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรม CSR บางอย่างในแต่ละปีเป็นเรื่องๆ ไป แต่เนื่องจากความสำคัญของ CSR ต่อความยั่งยืนของกิจการในระยะยาว ทำให้กิจการต้องใช้มุมมองใหม่กับ CSR และวางกิจกรรม CSR ไว้ในระดับกลยุทธ์ขององค์กรที่เป้นภาระผูกพันและต้องดำเนินการอย่างต่อ เนื่อง ไม่ใช่เรื่องของกิจกรรมชั่วครั้งชั่วคราวอีกต่อไป
เมื่อ CSR เป็นเรื่องของกลยุทธ์ระดับองค์กร กิจการจึงต้องกำหนดโอกาสทางธุรกิจและโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมจะแทรกกิจกรรม CSR ของกิจการให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสม
ประการที่ 3
กิจกรรม CSR ได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์การดำเนินงานจากกิจกรรมหรือความสนใจเสริมเป็นพิเศษ สู่กิจกรรมที่เป็นหัวใจหลักของการดำเนินกิจการทุกประเภท และถูกจัดลำดับความสำคัญอยู่ในระดับสูงลำดับต้นๆ ที่มีการกำหนดวงเงินงบประมาณและได้รับการจัดสรรทรัพยากร เวลา บุคลากรมาดำเนินกิจกรรม CSR อย่างชัดเจน
ประการที่ 4
การบริหารต้นทุนของการทำกิจกรรม CSR เป็นแนวทางบริหารจัดการเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาและแยกเป็นการบริหารแนวใหม่ ที่เรียกว่า “การบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์” หรือ Strategic Cost Management
แนวคิดหลักของการบริหารต้นทุนของการทำกิจกรรม CSR คือ หากแทรกกิจกรรม CSR ในกระบวนงาน ภาระงาน และการดำเนินธุรกรรมตามปกติของกิจการได้ ไม่ต้องแยกกิจกรรมออกมาต่างหากและต้องเกิดต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มเติม กิจการก็จะสามารถประหยัดต้นทุนของการทำ CSR ได้
ในการดำเนินการบริหารต้นทุนส่วนนี้จะเปลี่ยนจากการเรียก CSR เฉยๆไปเป็น Strategic CSR แทนและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือการสร้างแบรนด์และมูลค่าของกิจการใน ระยะยาว
นอกจากนั้น
นอกจากนั้น Strategic CSRได้เพิ่มเป้าหมายของการดำเนินงานออกไปสู่ลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายภายนอกที่อาจจะเป็น
  • ผู้บริโภค
  • ผู้ประกอบการอื่นในห่วงโซ่อุปทาน
  • ผู้ด้อยโอกาส ตกทุกข์ได้ยาก กลุ่มที่ไร้ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้ตามลำพัง
นอกจากนั้น การบริหารต้นทุนยังขยายไปสู่การบริหารความคุ้มค่าของการลงทุนในกิจกรรม CSR ด้วย ซึ่งทำให้กิจกรรม CSR ต้องกำหนดเครื่องมือในการวัดผลลัพธ์ของการดำเนินงานให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนการ ดำเนินกิจกรรม CSR โดยต้องกำหนดเงื่อนไขและเกณฑ์ในการวัดผลการดำเนินงานของ CSR ว่าจะวัดผลลัพธ์ที่เกิดอย่างไร เพื่อที่จะได้รู้ว่าต้นทุนที่ใช้ไปกับกิจกรรมCSRมีผลที่คุ้มค่ามากน้อยเพียง ใด
วิธีการวัดผลการทำกิจกรรม CSR อาจจะเป็นการวัด
  • ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
  • ผลตอบแทนทางสังคม
  • ผลตอบแทนทางด้านสิ่งแวดล้อม
  • ผลตอบแทนด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่กิจการ
ประการที่ 5
การทำกิจกรรม CSR ยังมีโอกาสที่จะสร้างนวัตกรรมได้อีก
นวัตกรรมของกิจกรรมCSRที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในตอนนี้คือคำว่า “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability ซึ่งเน้นกิจกรรม CSR ที่ไม่ใช่เรื่องฉาบฉวย ซึ่งอาจจะครอบคลุมถึง
  • กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ ปัจจัยนำเข้าสู่กิจการ
  • กระบวนการผลิตหรือแปรรูป
  • กระบวนการกำจัดขยะที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่ส่งมอบ
  • กระบวนการนำขยะ ของสูญเปล่าจากกิจการมาสร้างเป็นผลผลิตใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม
ทั้งนี้การทำกิจกรรม CSR อย่างมีนวัตกรรมจำเป็นต้องอาศัยตัวขับเคลื่อนสำคัญคือ
  • ความเป็น Learning Organization
  • โครงสร้างองค์กรหรือ Organizational Structure
  • องค์ประกอบทางสังคมที่เกี่ยวข้อง
  • ปรัชญาในการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรมของกิจการ
  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่เกิดภัยพิบัติ วิกฤติการณ์จนกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวม ทำให้การดำเนินงานยังอยู่ในภาวะปกติ
สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

องค์กรธุรกิจที่จะพัฒนาสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปโดยง่าย เรื่องกลยุทธ์ “เพื่อสังคม"คือคำตอบ

องค์กรธุรกิจที่จะพัฒนาสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปโดยง่าย เรื่องกลยุทธ์ “เพื่อสังคม"คือคำตอบ

แนวโน้มในปัจจุบันที่บริษัทหรือองค์กรธุรกิจจะพัฒนาตนเองสู่การเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปในสนามธุรกิจโดยง่าย เรื่องของกลยุทธ์ “เพื่อสังคม” ดูจะเป็นเครื่องมือด้านบริหารจัดการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหันมาดำเนินธุรกิจด้วยการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน

เป็นที่มาของความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” และคำว่า “การบริหารจัดการธุรกิจสู่ความยั่งยืน” ที่แตกต่างกันออกไปในมุมมองสำหรับตัวองค์กรธุรกิจเอง กับผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจภายนอกองค์กร ตลอดไปจนถึงองค์กรภาครัฐ หรือองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่กำกับดูแล กิจกรรมขององค์กรธุรกิจ ว่าจะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อสังคมโดยทั่วไปได้บ้าง

ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในเชิงบวก หรือในเชิงลบ!!!

การที่บริษัทจะตัดสินใจจัดตั้งงบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อพาพนักงงานไปปลูกป่า กับการตัดสินใจเพื่อนำงบประมาณในจำนวนเดียวกันนั้น ไปพัฒนาระบบการจัดการน้ำเสียหรือนำไปลงทุนในการเปลี่ยนแหล่งพลังงานที่ใช้ในการผลิตจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่ใช้แล้วมีแต่จะหมดไป หันมาใช้แหล่งพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้ดีกว่า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเหล่านี้ สิ่งใดที่จะแสดงถึงความรัรบผิดชอบต่อสังคมของบริษัทได้ดีกว่ากัน หรือ สิ่งใดที่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบริหารจัดการบริษัทไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจได้ดีกว่ากัน

ในการนี้ จึงมีการกำหนดคำนิยามร่วมกัน สำหรับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ขององค์กรธุรกิจ ว่าเป็น

ความยึดมั่นของบริษัท ที่จะดำเนินการทางธุรกิจ ดัวยการมีจริยธรรม เพื่อเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีพัฒนาการที่แข็งแรง ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ลืมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ผู้บริโภค พนักงาน ประชากรในชุมชนแวดล้อม ตลอดไปจนถึงประชากรของสังคมในวงกว้าง และการยึดมั่นในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ให้เสื่อมสลายหรือหมดสิ้นไปโดยไม่จำเป็น

เมื่อมองจากมุมมองภายนอก กิจกรรมที่บริษัทต้องการจะสื่อถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม ของบริษัท จึงอาจมองไปได้หลายมุมมองที่แตกต่างจากวัตถุประสงค์หรือความต้องการที่แท้จริงของบริษัท

ประเด็นสำคัญ อาจเริ่มขึ้นที่ ชื่อเสียง หรือ ภาพลักษณ์ของบริษัท ในแง่ของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ยังถูกเห็นว่า “ไม่เพียงพอ” สำหรับชื่อเสียง ขนาดของผลประกอบการ หรือระดับฐานะทางการเงินของบริษัท

บุคคลภายนอก อาจมองได้ว่าบริษัท อาจยังไม่ได้ดำเนินการเต็มที่ ในส่วนของการปฏิบัติตามกฏหมาย ข้อตกลง หรือข้อสัญญาต่างๆ โดยเป็นการจงใจที่จะหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อสังคม แม้ว่าภายในบริษัทอาจเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

ตัวอย่างของการสร้างตึกสูงในซอยเล็ก ที่อาศัยความคลุมเคลือของข้อกำหนดหรือวิธีปฏิบัติของผู้กำกับดูแลกฎระเบียบ ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทได้ ตลอดไปจนถึงผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากการต้องถูกปรับ หรือการต้องชดเชยความเสียหายต่างๆ เป็นจำนวนมาก

กระบวนการปฏิบัติการภายในบริษัท เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการให้บริการ ตลอดจนถึงกระบวนการในการแสดงความรับผิดชอบต่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการหลังการขาย ก็ถือได้ว่า เป็นอีกมุมมองหนึ่งจากสายตาของคนภายนอกที่จะมองบริษัทในแง่ของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

กระบวนการผลิตที่ปล่อย กลิ่น ควัน ฝุ่นละออง เสียง หรือ น้ำเสีย โดยไม่ได้รับการดูแลบำบัดด้วยขบวนการภายในตามปกติ จะแสดงต่อบุคคลภายนอกอย่างชัดเจนถึงการไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัท ไม่ว่าบริษัทจะมีชื่อเสียงในการบริจาคเงินเพื่อทำบุญ บริจาคเพื่อการกุศลมากน้อยเพียงใด หากบริษัทละเลยเสียซึ่งกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งบริษัทสามารถควบคุมได้โดยตรง เหล่านี้

รวมไปถึงการบ่ายเบี่ยงในการรับผิดชอบต่อตำหนิหรือความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ต่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผิดไปจากความคาดหมายของผู้บริโภคที่ได้รับจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัท ก็อาจสร้างผลกระทบต่อความพยายามของบริษัทในการสร้างการรับรู้เรื่องความรับผิดขอบต่อสังคมของบริษัท

การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือความต้องการของบุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท อาจทำให้บริษัทต้องสูญเสีย ตลาด คู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งผู้ถือหุ้นที่ให้ความสนใจและยึดมั่นต่อแนวคิดการทำธุรกิจที่รับผิดของต่อสังคมได้

มีบริษัทที่ปรึกษาระดับนานาชาติ ให้คำแนะนำต่อบริษัทต่างๆ ที่ต้องการนำกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม มาใช้ในการสร้างความเติมโตและความยั่งยืนของกิจการ ได้แบ่งระดับของบริษัทที่จะสะท้อนความมุ่งมั่นต่อแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม ไว้ดังนี้

1. บริษัทที่คณะกรรมการบริษัท หรือ คณะผู้บริหารระดับสูง ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือยังไม่ได้ริเริ่มในการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ หรือ กลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้เลย

2. บริษัทที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพยายามปฏิบัติให้ครบเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

3. บริษัทที่มีการรับรู้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมที่ถูกต้องในบางแผนกอย่างไม่เป็นทางการ มีความพยายามในแผนกนั้นๆ ที่จะปฏิบัติหรือกำหนดกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังไม่มีระบบการรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะ

4. บริษัทที่จัดให้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นนโยบายในการดำเนินธุรกิจ มีการอบรมเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้อง แนวปฏิบัติ และผลลัพธ์ที่ต้องการให้ทราบอย่างทั่วถึงภายในองค์กร มีระบบการวางแผน การดำเนินการ การวัดผล กิจกรรมต่างๆ

5. บริษัทที่กำหนดให้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจหลักและกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท มีการตั้งเป้าหมายความสำเร็จของความรับผิดชอบต่อสังคม มีการติดตามผล ประเมินความสำเร็จ และนำผลที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้น นำปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้ร่วมในการตัดสินใจทางธุรกิจทั่วทั้งองค์กรตั้งแต่ระดับคณะกรรมการบริษัทลงมา มีการจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะและเป็นทางการ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทและผู้ที่สนใจอย่างทั่วถึง

ท่านเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารในองค์กรธุรกิจ ก็คงจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานได้ว่า สายตาจากมุมมองภายนอกนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมุมมองภายในของท่านเองแล้ว มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างใดบ้างหรือไม่

และจะนำความเข้าใจที่ดีขึ้นนี้ มาช่วยพัฒนาการสร้างความแข็งแรงและความยั่งยืนเพิ่มขึ้นให้กับบริษัทของท่านได้อย่างไรบ้าง
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/624731#sthash.wVL6GxCp.dpuf
องค์กรธุรกิจที่จะพัฒนาสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปโดยง่าย เรื่องกลยุทธ์ “เพื่อสังคม"คือคำตอบ
แนวโน้มในปัจจุบันที่บริษัทหรือองค์กรธุรกิจจะพัฒนาตนเองสู่ การเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปในสนามธุรกิจโดยง่าย เรื่องของกลยุทธ์ “เพื่อสังคม” ดูจะเป็นเครื่องมือด้านบริหารจัดการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหันมาดำเนินธุรกิจด้วยการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน
เป็นที่มาของความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” และคำว่า “การบริหารจัดการธุรกิจสู่ความยั่งยืน” ที่แตกต่างกันออกไปในมุมมองสำหรับตัวองค์กรธุรกิจเอง กับผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจภายนอกองค์กร ตลอดไปจนถึงองค์กรภาครัฐ หรือองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่กำกับดูแล กิจกรรมขององค์กรธุรกิจ ว่าจะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อสังคมโดยทั่วไปได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในเชิงบวก หรือในเชิงลบ!!!
การที่บริษัทจะตัดสินใจจัดตั้งงบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อพาพนักงงานไปปลูก ป่า กับการตัดสินใจเพื่อนำงบประมาณในจำนวนเดียวกันนั้น ไปพัฒนาระบบการจัดการน้ำเสียหรือนำไปลงทุนในการเปลี่ยนแหล่งพลังงานที่ใช้ใน การผลิตจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่ใช้แล้วมีแต่จะหมดไป หันมาใช้แหล่งพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ได้ดีกว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเหล่านี้ สิ่งใดที่จะแสดงถึงความรัรบผิดชอบต่อสังคมของบริษัทได้ดีกว่ากัน หรือ สิ่งใดที่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบริหารจัดการบริษัทไปสู่ความ ยั่งยืนของธุรกิจได้ดีกว่ากัน
ในการนี้ จึงมีการกำหนดคำนิยามร่วมกัน สำหรับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ขององค์กรธุรกิจ ว่าเป็น
ความยึดมั่นของบริษัท ที่จะดำเนินการทางธุรกิจ ดัวยการมีจริยธรรม เพื่อเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีพัฒนาการที่แข็งแรง ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ลืมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ผู้บริโภค พนักงาน ประชากรในชุมชนแวดล้อม ตลอดไปจนถึงประชากรของสังคมในวงกว้าง และการยึดมั่นในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ให้เสื่อมสลายหรือหมดสิ้นไปโดยไม่จำเป็น
เมื่อมองจากมุมมองภายนอก กิจกรรมที่บริษัทต้องการจะสื่อถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม ของบริษัท จึงอาจมองไปได้หลายมุมมองที่แตกต่างจากวัตถุประสงค์หรือความต้องการที่แท้ จริงของบริษัท
ประเด็นสำคัญ อาจเริ่มขึ้นที่ ชื่อเสียง หรือ ภาพลักษณ์ของบริษัท ในแง่ของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ยังถูกเห็นว่า “ไม่เพียงพอ” สำหรับชื่อเสียง ขนาดของผลประกอบการ หรือระดับฐานะทางการเงินของบริษัท
บุคคลภายนอก อาจมองได้ว่าบริษัท อาจยังไม่ได้ดำเนินการเต็มที่ ในส่วนของการปฏิบัติตามกฏหมาย ข้อตกลง หรือข้อสัญญาต่างๆ โดยเป็นการจงใจที่จะหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อสังคม แม้ว่าภายในบริษัทอาจเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ตัวอย่างของการสร้างตึกสูงในซอยเล็ก ที่อาศัยความคลุมเคลือของข้อกำหนดหรือวิธีปฏิบัติของผู้กำกับดูแลกฎระเบียบ ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทได้ ตลอดไปจนถึงผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากการต้องถูกปรับ หรือการต้องชดเชยความเสียหายต่างๆ เป็นจำนวนมาก
กระบวนการปฏิบัติการภายในบริษัท เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการให้บริการ ตลอดจนถึงกระบวนการในการแสดงความรับผิดชอบต่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการหลังการขาย ก็ถือได้ว่า เป็นอีกมุมมองหนึ่งจากสายตาของคนภายนอกที่จะมองบริษัทในแง่ของการแสดงความ รับผิดชอบต่อสังคม
กระบวนการผลิตที่ปล่อย กลิ่น ควัน ฝุ่นละออง เสียง หรือ น้ำเสีย โดยไม่ได้รับการดูแลบำบัดด้วยขบวนการภายในตามปกติ จะแสดงต่อบุคคลภายนอกอย่างชัดเจนถึงการไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่ง แวดล้อมของบริษัท ไม่ว่าบริษัทจะมีชื่อเสียงในการบริจาคเงินเพื่อทำบุญ บริจาคเพื่อการกุศลมากน้อยเพียงใด หากบริษัทละเลยเสียซึ่งกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งบริษัทสามารถควบคุมได้โดยตรง เหล่านี้
รวมไปถึงการบ่ายเบี่ยงในการรับผิดชอบต่อตำหนิหรือความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ต่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผิดไปจากความคาดหมายของผู้บริโภคที่ได้ รับจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัท ก็อาจสร้างผลกระทบต่อความพยายามของบริษัทในการสร้างการรับรู้เรื่องความรับ ผิดขอบต่อสังคมของบริษัท
การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือความต้องการของบุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท อาจทำให้บริษัทต้องสูญเสีย ตลาด คู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งผู้ถือหุ้นที่ให้ความสนใจและยึดมั่นต่อแนวคิดการทำธุรกิจที่ รับผิดของต่อสังคมได้
มีบริษัทที่ปรึกษาระดับนานาชาติ ให้คำแนะนำต่อบริษัทต่างๆ ที่ต้องการนำกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม มาใช้ในการสร้างความเติมโตและความยั่งยืนของกิจการ ได้แบ่งระดับของบริษัทที่จะสะท้อนความมุ่งมั่นต่อแนวคิดความรับผิดชอบต่อ สังคม ไว้ดังนี้
1. บริษัทที่คณะกรรมการบริษัท หรือ คณะผู้บริหารระดับสูง ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือยังไม่ได้ริเริ่มในการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ หรือ กลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้เลย
2. บริษัทที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพยายามปฏิบัติให้ครบเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
3. บริษัทที่มีการรับรู้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมที่ถูกต้องในบางแผนกอย่าง ไม่เป็นทางการ มีความพยายามในแผนกนั้นๆ ที่จะปฏิบัติหรือกำหนดกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังไม่มีระบบการรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะ
4. บริษัทที่จัดให้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นนโยบายในการดำเนินธุรกิจ มีการอบรมเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้อง แนวปฏิบัติ และผลลัพธ์ที่ต้องการให้ทราบอย่างทั่วถึงภายในองค์กร มีระบบการวางแผน การดำเนินการ การวัดผล กิจกรรมต่างๆ
5. บริษัทที่กำหนดให้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจหลัก และกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท มีการตั้งเป้าหมายความสำเร็จของความรับผิดชอบต่อสังคม มีการติดตามผล ประเมินความสำเร็จ และนำผลที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้น นำปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้ร่วมในการตัดสินใจทาง ธุรกิจทั่วทั้งองค์กรตั้งแต่ระดับคณะกรรมการบริษัทลงมา มีการจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะและเป็นทางการ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทและผู้ที่สนใจอย่างทั่วถึง
ท่านเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารในองค์กรธุรกิจ ก็คงจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานได้ว่า สายตาจากมุมมองภายนอกนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมุมมองภายในของท่านเองแล้ว มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างใดบ้างหรือไม่
และจะนำความเข้าใจที่ดีขึ้นนี้ มาช่วยพัฒนาการสร้างความแข็งแรงและความยั่งยืนเพิ่มขึ้นให้กับบริษัทของท่านได้อย่างไรบ้าง
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/624731#sthash.wVL6GxCp.dpuf

ผอ.คลังสมองฯ แนะคนนอกช่วยตรวจสอบ ไม่ให้ CSR เป็นเพียงเรื่องลวงโลก

ผอ.คลังสมองฯ แนะคนนอกช่วยตรวจสอบ ไม่ให้ CSR เป็นเพียงเรื่องลวงโลก

วันจันทร์ที่ 03 ตุลาคม 2011 เวลา 19:47 น. เขียนโดย isranews หมวด isranews, ข่าว

ดร. ปิยะวัติ บุญหลง  เผยกิจกรรม CSR ในมหาวิทยาลัยกำลังเป็นที่นิยม แนะเปิดโลกกว้างดึงบุคคลจากภายนอก เข้าไปช่วยเสริมมุมมอง ขณะที่ผอ.สถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ยัน CSR ในรูปแบบ 'ให้ บริจาค ทำจิตอาสา' ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ระยะยาวทำอย่างไรจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
วันที่ 30 กันยายน 2554 สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนา CSR Forum ซีเอสอาร์ – ก้าวย่างสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ (CSR: The Path to Sustainability) ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถ.รัชดาภิเษก ภายในงานมีการ เสวนา “ซีเอสอาร์ – ก้าวย่างสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ” โดยมี นายอนันตชัย ยูรประถม ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ดร.ไชยยศ บุญญากิจ รองผู้อำนวยการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย นายกุลเวช เจนวัฒนวิทย์ ที่ปรึกษา Price waterhouse Coopers FAS Ltd. และ ศ.ดร. ปิยะวัติ บุญหลง ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ ร่วมเสวนา
นายอนันตชัย กล่าว ถึงภาพรวมการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือการทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมนั้น ยังเป็นการปฏิบัติที่แยกส่วน คือ บุคลากรในองค์กรยังไม่มีความเข้าใจที่ตรงกัน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปทางธุรกิจ แต่ก็ยังพอเห็นทิศทางที่ดีอยู่บ้าง ซึ่งบางองค์กรเริ่มมีการขับเคลื่อนในเรื่องของการสร้างความเชื่อมโยง และการมอง CSR ให้เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินองค์กร
"CSR ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรม แต่เป็นกระบวนการ โดยต้องเชื่อมโยงกันทั้งระบบ และสามารถที่จะประยุกต์ใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการในแต่ละองค์กรได้ ฉะนั้นผู้บริหารเป็นส่วนที่สำคัญ ต้องเข้าใจถึงแนวคิด และหลักของ CSR อย่างแท้จริง ให้ CSR เข้าไปในตัวของบุคลากร ในวิธีคิดปฏิบัติ"
ผู้ อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน กล่าวอีกว่า โครงการที่มีการช่วยในรูปแบบของการให้ การบริจาค หรือการทำจิตอาสาไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ควรต้องมีการผสมผสานในการให้บริการ ให้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างรวดเร็ว และต้องควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวด้วย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีปฏิบัติ และวิธีตัดสินใจไปพร้อมๆกัน ทั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ คุณค่าทางสังคม
 ด้าน ดร.ไชยยศ กล่าว ถึง CSR เป็นเครื่องมือที่พูดถึงการทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน และเป็นมาตรฐานเดียวที่ทำให้ทำงานได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ CSR มีความสอดคล้องกับความยั่งยืน และเมื่อรวมกับความคาดหวังของผู้ได้รับประโยชน์เข้าไปด้วยก็จะเป็นการทำงาน ที่สมบูรณ์  แต่ทั้งนี้ ทุกส่วนต้องมีการบูรณาการการจัดการ และไม่ว่าผลกระทบที่เกิดจากการกระทำจะเป็นเช่นไร องค์ต้องมีความรับผิดชอบและดำเนินการจัดการ
รองผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อม ไทย  กล่าวอีกว่า หากจะพัฒนาองค์กรให้มีความยั่งยืน จำเป็นที่ต้องมองเห็นความยั่งยืนของทั้งโลก และภายในประเทศด้วย เพื่อนำมาปรับใช้กับการทำงาน  ซึ่งสถานการณ์ความยั่งยืนของโลกนั้น ขณะนี้มีแนวโน้มที่จำนวนประชากรจะเพิ่มสูงขึ้น โดย 1 วัน มีคนเพิ่มขึ้นประมาณ 2 แสนคน  หมายความว่า  ความต้องการในการดำรงชีพมีมากขึ้น รวมถึงการไปเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม
“ขณะ นี้ประเทศไทยกำลังใช้ทรัพยากรเกิดขีดความสามารถที่ประเทศมีอยู่ เรากำลังยืมทรัพยากรของลูกหลานมาใช้ แทนที่จะอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังไว้สำหรับใช้ต่อไป ซึ่งเคยมีการประเมินผลออกมาแล้วว่า ประเทศของเรานั้นเน้นการพัฒนาที่เศรษฐกิจมากกว่า โดยไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องทรัพยากรและสังคม ” 
ขณะที่ นายกุลเวช กล่าว ว่า ปัจจุบันนักลงทุนให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ไม่เพียงแต่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มองในมุมมองของการมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น การลงทุนจะช่วยเป็นแรงกดดันอีกแรงหนึ่งที่จะให้ทำให้องค์กรมีการพัฒนาอย่าง ยั่งยืน
ส่วนดร.ปิยะวัติ กล่าวถึงกิจกรรม CSR ในมหาวิทยาลัยว่า กำลังเป็นที่นิยมค่อนข้างมาก โดยส่วนใหญ่จัดเป็นโครงการและกิจกรรมที่ออกมาในมุมของสื่อสารมวลชน และสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย และเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้มหาวิทยาลัยเป็นโลกเล็กๆ ที่อยู่ด้วยตนเอง ซึ่งควรต้องมีบุคคลจากภายนอก เข้าไปช่วยให้คนภายในได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้น จะอาศัยเพียงอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอย่างเดียวไม่ได้ ภาคธุรกิจต้องเข้าไปช่วยในการจัดการ และเพิ่มประสบการณ์ให้กับบุคลากร
" ในอนาคตมหาวิทยาลัย ต้องกลับมามองภายใน ในเรื่องความรู้ การจัดระบบ ต้องเปลี่ยนโฉมให้เกิดมุมมองใหม่ ระบบใหม่ อาจผ่านงานวิจัย โดยเปลี่ยนที่ตัวคน ให้เป็นคนที่ดีต่อสังคม รู้ว่าสิ่งไหนสำคัญ หรือไม่สำคัญ มีวิธีการแก้ปัญหาของตนเอง ครอบครัว สังคม และองค์กร"
นอก จากนี้ ผอ.สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวยังกล่าวด้วยว่า  สิ่งสำคัญที่จะไม่ทำให้ CSR เป็นเพียงเรื่องลวงโลก หรือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพียงอย่างเดียวนั้น คือต้องเริ่มจากภายในองค์กรที่ต้องมีความเข้าใจตรงกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือคนภายนอกต้องเข้าไปช่วยตรวจสอบ ในส่วนของกระบวนการดำเนินการที่แท้จริง เนื่องจากคนผ่านนอกมองเห็นเพียงภาพลักษณ์ที่ออกมา ไม่สามารถมองเห็นกระบวนการภายในได้ จึงจำเป็นต้องมีผู้ที่เข้ามาตรวจสอบ และนำเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รับรู้

สรุปผลสัมมนาเรื่อง มุมมองและความคาดหวังของสังคมที่มีต่อ CSR

สรุปผลสัมมนาเรื่อง มุมมองและความคาดหวังของสังคมที่มีต่อ CSR

จนถึงวันนี้แวดวงธุรกิจคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักคำว่า “CSR” หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคม ในหลายธุรกิจมีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่อาจขาดความต่อเนื่อง  หรือเป็นกิจกรรมที่เพียงเพื่อการประชาสัมพันธ์ ขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือไม่อาจบูรณาการกับระบบงานที่มีอยู่ได้จึงทำให้ไม่สามารถพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนได้ สำหรับแนวคิดใหม่ของธุรกิจในปัจจุบัน CSR เป็นเรื่องที่ประชาสังคมให้ความคาดหวัง ธุรกิจต้องมีมุมมองใหม่ ๆที่ตระหนักถึงความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่มีความเปราะบางอันอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ไร้ข้อยุติที่เห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย ระหว่างธุรกิจกับชุมชน CSR เป็นคำตอบที่ทุกคนเพรียกหา  ที่เห็นได้ชัดเจนในบ้านเราก็คือปัญหามาบตาพุด ที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องหันกลับมาหามุมมอง และความคาดหวังในเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง
องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน-International Organization for Standardization  หรือ ISO ได้กำหนดมาตรฐานข้อแนะนำเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม (Guidance on Social Responsibility -ISO 26000)  ขึ้นในปี 2544 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถส่งเสริมให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ได้มีแนวทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง มาตรฐาน ISO 26000 เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปบูรณาการกับกระบวนการปฏิบัติงาน และระบบต่างๆขององค์กรที่มีอยู่แล้ว โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์และการปรับปรุงสมรรถนะขององค์กรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถนำไปใช้ได้ในทุกองค์กร มิได้ใช้ได้ในภาคธุรกิจที่มุ่งหวังผลกำไรเท่านั้น มาตรฐานนี้จึงใช้คำว่า Social Responsibility (SR)     ไม่ใช้คำว่า Corporate Social Responsibility(CSR) มาตรฐานฉบับนี้เป็นข้อแนะนำที่ให้ความสำคัญและคำนึงถึงความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องที่จะมีผลหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานขององค์กร
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)ในฐานะสมาชิกISOจัดการสัมมนาเรื่อง มุมมองและความคาดหวังของสังคมที่มีต่อ CSR เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 ณ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศ การสัมมนาได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมการสัมมนา 170 คนโดยผู้แทนจากทุกภาคส่วนร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ ผู้แทนชุมชนมาบตาพุด  ผู้แทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผู้แทนจากภาครัฐ และสื่อมวลชน ดำเนินรายการโดยนายประกอบ  เพชรรัตน์  ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์เอ็นไวรอนเมนทอลเซอร์วิส จำกัด
การสัมมนาเริ่มด้วย น.ส.เชาวลี รัตนมุ่งเมฆา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาด้านการมาตรฐาน สมอ. กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ และได้รับเกียรติจากรองเลขาธิการ สมอ.-นายชัยยง  กฤตผลชัย เป็นประธานในพิธีเปิด
สำหรับผลการสัมมนา สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
พระอธิการสมหมาย  จันทโก เจ้าอาวาสวัดหนองแฟบ ในฐานะตัวแทน และผู้นำชุมชนหนองแฟบซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานถึง 100 ปี ได้นำเสนอมุมมองต่อชุมชนที่เป็นบ้านเกิดและเติบโตว่ามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของชุมชนมาโดยตลอดจากวิถีชีวิตดั้งเดิมคือทำการเกษตร และประมง นับเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พออยู่พอกินไม่อดอยาก เนื่องจากสภาพท้องที่มีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อเวลาผ่านไปนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงแยกก๊าซในปี 2525  มีการขยายโรงงานต่าง ๆมาโดยตลอด ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนอาชีพ มีการขายที่ดินให้แก่โรงงาน ไม่มีที่ดินทำการเกษตรได้แบบเดิม การทำประมงชายฝั่งแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ต้องออกทะเลไปไกลขึ้น ทำให้วิถีชีวิต และสภาพความเป็นอยู่จากเดิมเปลี่ยนเป็นอาชีพรับจ้าง บางชุมชนล่มสลายหายไปจนเกรงว่าหนองแฟบอาจล่มสลาย บ้านและวัดถูกล้อมรอบด้วยโรงงาน ชาวบ้านเริ่มประสบปัญหาอันเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมในเรื่อง สุขภาพมีอาการเจ็บป่วย และเผชิญปัญหาด้านแวดล้อม  เช่น กลิ่น แสง เสียง น้ำและอากาศ ฯลฯ รวมทั้งปัญหาตามมาอีกหลายเรื่อง อาทิ ด้านสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปเนื่องจากชาวหนองแฟบที่อาศัยดั้งเดิมเริ่มอพยพออกไป ชาวบ้านเริ่มส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือนอกชุมชน คนที่มารับการศึกษาที่โรงเรียนหนองแฟบเป็นคนที่อพยพโยกย้ายมาจากที่อื่น เกิดปัญหาการล่มสลายของสถาบันครอบครัว ตามมา ดังนั้นความคาดหวังในเรื่อง CSR จึงหวังว่าอยากให้ชุมชนอยู่ร่วมกับโรงงานได้อย่างไม่มีปัญหา และเมื่อเกิดปัญหาจะมีการป้องกันมิให้เกิดซ้ำได้อย่างไร รวมทั้งการเยียวยาแก่ชาวบ้านในการให้สิทธิ์ที่เท่าเทียมในการรักษาพยาบาล ขอโอกาสให้ลูกหลานมีงานทำ หวังให้โรงงานให้ความรู้และส่งเสริมการประกอบอาชีพให้แก่ชุมชน ท้ายสุดท่านเห็นว่าความจริงใจจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้สำเร็จ
นายวริทธิ์  นามวงษ์  ตัวแทนผู้ประกอบการในนามชมรมผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (Plant Manager Club-PMC)  ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) สรุปว่ามุมมองที่มีต่อ CSR ว่าเป็นเรื่องที่ทุกโรงงานมีการดำเนินการ และทำมาช้านานแล้ว แต่มีรูปแบบต่างกันไป เนื่องจากอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีการเจริญเติบโตรวดเร็วจนมีโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมถึง 138 โรง ใน 5 นิคมฯ นำรายได้สู่เศรษฐกิจประเทศ ตัวเลข GDP และภาษีที่ภาครัฐได้รับจากพื้นที่นี้สูงมาก แต่ความรู้สึกของชุมชน คือภาษีเหล่านั้นไม่ได้ส่งกลับมาตอบสนองแก่ชาวระยอง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือประชากรที่อพยพมาทำงานในระยองเพิ่มขึ้นแย่งใช้สาธารณูปโภค เพิ่มปัญหาสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชน ดังนั้นชมรม PMC จึงได้รวมตัวกันช่วยกันวางแนวทางชัดเจนว่าความรับผิดชอบต่อสังคมต้องไม่ใช่การแจกเงิน หรือบริจาค  ต้องมุ่งเน้นให้เป็น Inprocess CSR เช่น การลงทุนเครื่องจักรเพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิด ติดตั้งไว้ตั้งแต่ระบบการผลิต ทุกโรงงานต้องดูแลบ้านของตนเองให้ดี มีการแลกเปลี่ยนความรู้ Best Practice ที่ดีไปใช้ในโรงงานอื่น หรือการร่วมกันมีรถตรวจการที่ใช้ร่วมกันเพื่อสอดส่องมิให้เกิดปัญหาอุบัติภัยต่าง ๆ เป็นต้น ต้องสร้างให้ชุมชนรู้สึกว่าอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และยั่งยืน
สำหรับความคาดหวังของสังคม เรื่อง CSR จิตสำนึกต้องเริ่มจากผู้บริหารระดับสูงซึ่งจะส่งต่อนโยบายไปยังพนักงานให้มีจิตอาสาอันก่อให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรในที่สุด การดำเนินการCSR โรงงานต้องมีบุคลากรและงบประมาณ ทุกภาคส่วนต้องมีจิตสำนึกร่วมกันด้วยมิใช่แค่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ภาคอุตสาหกรรมพร้อมให้ความสนับสนุนและตอบสนองความคาดหวังของชุมชนอยู่แล้วอย่างยินดี ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การส่งเสริมด้านสุขภาพ การส่งเสริมอาชีพของชุมชน เป็นต้น
ดร.วีรพงศ์  ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการ(ท่าเรืออุตสาหกรรม) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลโรงงานอุตสาหกรรมในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่มาบตาพุด ได้ให้มุมมองว่า เรื่อง CSR มิใช่เรื่องใหม่ของพื้นที่ เนื่องจากมีสภาพปัญหาอยู่ที่การขยายตัวของอุตสาหกรรมมากขึ้น Buffer Zone ซึ่งเป็นเขตกันชนก็หายไปทำให้ปัญหาโรงงานอยู่ชิดติดกับชุมชน ปัญหาอยู่ที่จะทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้อย่างไร? ประชากรโดยรวมของพื้นที่มาบตาพุดมีจำนวน 42,206 คน แต่มีประชากรแฝงอยู่อีก2-3 เท่าตัว จึงต้องบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำโครงการขนาดใหญ่ด้าน CSR ในพื้นที่  ท่านเห็นว่าทางออกของการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างสมดุลกับสิ่งแวดล้อมคือในระยะยาว ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายรองรับต่าง ๆ การสร้างความเป็นเอกภาพ การตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และการสร้างแนวคิดเมืองอุตสาหกรรมน่าอยู่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต้องตอบสนองความคาดหวังในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมที่มิใช่เพียงการประชาสัมพันธ์เช่นในอดีต  โดยในระยะยาวการนิคมฯ ได้จัดแผนแม่บทด้าน CSR 4 ด้าน คือด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ด้านเศรษฐกิจชุมชน และด้านสังคม
            นายสุทธา เหมสถล นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม อ.บ้านฉาง-มาบตาพุด และประธานบริหารหนังสือพิมพ์เอ็มพาวเวอร์ มีความเห็นว่า CSR มิใช่เรื่องที่ควรมาหาว่าใครควรเป็นผู้แก้ไขปัญหา ผู้ที่ต้องแก้ไขปัญหาคือหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ เข้าถึงชุมชน และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาที่เกิดขึ้นในมาบตาพุดเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมและชุมชนคือ ประชาชนไม่มีความสุข เพราะประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไม่ได้ ประชาชนเกิดความกลัวอันเนื่องมาจากขาดความรู้ เช่น เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงตลอดเวลาเห็นแล้วกลัว เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ และเมื่อเกิดปัญหาจากอุตสาหกรรม เช่น ก๊าซรั่ว ก็เกิดความฝังใจกลัวว่าจะเกิดขึ้นอีก ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องทำมวลชนสัมพันธ์ CSR จึงจะเกิดขึ้นได้ ด้านความคาดหวังของสังคมที่มีต่อเรื่อง CSR ท่านให้ทัศนะว่าต้องทำให้มากกว่าที่กฎหมายบังคับ เกิดเป็นจิตอาสา  แบ่งปันให้แก่ผู้ที่อยู่ร่วมกันในสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
            นายประสงค์ ประยงค์เพชร ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ให้ภาพรวมในเรื่องมุมมองความรับผิดชอบต่อสังคมและผลกระทบว่าเป็นเรื่องที่ปัจจุบันภาคธุรกิจดำเนินการสิ่งใด สังคมจะรับทราบผลอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากโลกาภิวัตน์  ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้การดำเนินธุรกิจยังต้องมีมุมมองที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระเบียบ การเปิดเผยข้อมูล การรายงานผล และภาพลักษณ์ รวมไปจนถึงการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ไปอย่างสมดุลพร้อมๆกัน หลายประเทศได้ออกแนวปฏิบัติเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมออกมา แต่ยังไม่เป็นเอกภาพ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน-ISO ได้กำหนดมาตรฐาน ISO 26000   เป็นข้อแนะนำเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมให้องค์กรได้ประยุกต์ใช้ได้ทุกองค์กรมิต้องมุ่งเฉพาะองค์กรที่มุ่งหวังผลกำไรเท่านั้น มาตรฐานนี้จึงได้ใช้คำว่า SR โดยตัดคำว่า Corporate ออกไป เป็นมาตรฐานที่ไม่ใช้ในการรับรอง ขณะนี้มาตรฐานนี้อยู่ในขั้นร่างมาตรฐานซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในราวกันยายน 2553 นี้ ผู้สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่ http://www.iso.org/wgsr สำหรับร่างมาตรฐานนี้กำหนดหลักการไว้ 7 ข้อคือ ความรับผิดชอบ   ความโปร่งใส  ความมีจริยธรรม การรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเคารพต่อหลักนิติธรรม การยอมรับในมาตรฐานสากล  การเคารพต่อสิทธิมนุษยชน 
บทสรุป มุมมองและความคาดหวังของทุกภาคส่วนสรุปได้ว่าธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องพัฒนาก้าวไปพร้อมกับสังคม ชุมชน ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมของทุกภาคส่วนเช่นกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

องค์กรธุรกิจที่จะพัฒนาสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปโดยง่าย เรื่องกลยุทธ์ “เพื่อสังคม"คือคำตอบ
แนวโน้มในปัจจุบันที่บริษัทหรือองค์กรธุรกิจจะพัฒนาตนเองสู่ การเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปในสนามธุรกิจโดยง่าย เรื่องของกลยุทธ์ “เพื่อสังคม” ดูจะเป็นเครื่องมือด้านบริหารจัดการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหันมาดำเนินธุรกิจด้วยการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน
เป็นที่มาของความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” และคำว่า “การบริหารจัดการธุรกิจสู่ความยั่งยืน” ที่แตกต่างกันออกไปในมุมมองสำหรับตัวองค์กรธุรกิจเอง กับผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจภายนอกองค์กร ตลอดไปจนถึงองค์กรภาครัฐ หรือองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่กำกับดูแล กิจกรรมขององค์กรธุรกิจ ว่าจะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อสังคมโดยทั่วไปได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในเชิงบวก หรือในเชิงลบ!!!
การที่บริษัทจะตัดสินใจจัดตั้งงบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อพาพนักงงานไปปลูก ป่า กับการตัดสินใจเพื่อนำงบประมาณในจำนวนเดียวกันนั้น ไปพัฒนาระบบการจัดการน้ำเสียหรือนำไปลงทุนในการเปลี่ยนแหล่งพลังงานที่ใช้ใน การผลิตจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่ใช้แล้วมีแต่จะหมดไป หันมาใช้แหล่งพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ได้ดีกว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเหล่านี้ สิ่งใดที่จะแสดงถึงความรัรบผิดชอบต่อสังคมของบริษัทได้ดีกว่ากัน หรือ สิ่งใดที่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบริหารจัดการบริษัทไปสู่ความ ยั่งยืนของธุรกิจได้ดีกว่ากัน
ในการนี้ จึงมีการกำหนดคำนิยามร่วมกัน สำหรับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ขององค์กรธุรกิจ ว่าเป็น
ความยึดมั่นของบริษัท ที่จะดำเนินการทางธุรกิจ ดัวยการมีจริยธรรม เพื่อเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีพัฒนาการที่แข็งแรง ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ลืมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ผู้บริโภค พนักงาน ประชากรในชุมชนแวดล้อม ตลอดไปจนถึงประชากรของสังคมในวงกว้าง และการยึดมั่นในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ให้เสื่อมสลายหรือหมดสิ้นไปโดยไม่จำเป็น
เมื่อมองจากมุมมองภายนอก กิจกรรมที่บริษัทต้องการจะสื่อถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม ของบริษัท จึงอาจมองไปได้หลายมุมมองที่แตกต่างจากวัตถุประสงค์หรือความต้องการที่แท้ จริงของบริษัท
ประเด็นสำคัญ อาจเริ่มขึ้นที่ ชื่อเสียง หรือ ภาพลักษณ์ของบริษัท ในแง่ของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ยังถูกเห็นว่า “ไม่เพียงพอ” สำหรับชื่อเสียง ขนาดของผลประกอบการ หรือระดับฐานะทางการเงินของบริษัท
บุคคลภายนอก อาจมองได้ว่าบริษัท อาจยังไม่ได้ดำเนินการเต็มที่ ในส่วนของการปฏิบัติตามกฏหมาย ข้อตกลง หรือข้อสัญญาต่างๆ โดยเป็นการจงใจที่จะหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อสังคม แม้ว่าภายในบริษัทอาจเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ตัวอย่างของการสร้างตึกสูงในซอยเล็ก ที่อาศัยความคลุมเคลือของข้อกำหนดหรือวิธีปฏิบัติของผู้กำกับดูแลกฎระเบียบ ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทได้ ตลอดไปจนถึงผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากการต้องถูกปรับ หรือการต้องชดเชยความเสียหายต่างๆ เป็นจำนวนมาก
กระบวนการปฏิบัติการภายในบริษัท เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการให้บริการ ตลอดจนถึงกระบวนการในการแสดงความรับผิดชอบต่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการหลังการขาย ก็ถือได้ว่า เป็นอีกมุมมองหนึ่งจากสายตาของคนภายนอกที่จะมองบริษัทในแง่ของการแสดงความ รับผิดชอบต่อสังคม
กระบวนการผลิตที่ปล่อย กลิ่น ควัน ฝุ่นละออง เสียง หรือ น้ำเสีย โดยไม่ได้รับการดูแลบำบัดด้วยขบวนการภายในตามปกติ จะแสดงต่อบุคคลภายนอกอย่างชัดเจนถึงการไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่ง แวดล้อมของบริษัท ไม่ว่าบริษัทจะมีชื่อเสียงในการบริจาคเงินเพื่อทำบุญ บริจาคเพื่อการกุศลมากน้อยเพียงใด หากบริษัทละเลยเสียซึ่งกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งบริษัทสามารถควบคุมได้โดยตรง เหล่านี้
รวมไปถึงการบ่ายเบี่ยงในการรับผิดชอบต่อตำหนิหรือความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ต่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผิดไปจากความคาดหมายของผู้บริโภคที่ได้ รับจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัท ก็อาจสร้างผลกระทบต่อความพยายามของบริษัทในการสร้างการรับรู้เรื่องความรับ ผิดขอบต่อสังคมของบริษัท
การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือความต้องการของบุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท อาจทำให้บริษัทต้องสูญเสีย ตลาด คู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งผู้ถือหุ้นที่ให้ความสนใจและยึดมั่นต่อแนวคิดการทำธุรกิจที่ รับผิดของต่อสังคมได้
มีบริษัทที่ปรึกษาระดับนานาชาติ ให้คำแนะนำต่อบริษัทต่างๆ ที่ต้องการนำกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม มาใช้ในการสร้างความเติมโตและความยั่งยืนของกิจการ ได้แบ่งระดับของบริษัทที่จะสะท้อนความมุ่งมั่นต่อแนวคิดความรับผิดชอบต่อ สังคม ไว้ดังนี้
1. บริษัทที่คณะกรรมการบริษัท หรือ คณะผู้บริหารระดับสูง ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือยังไม่ได้ริเริ่มในการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ หรือ กลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้เลย
2. บริษัทที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพยายามปฏิบัติให้ครบเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
3. บริษัทที่มีการรับรู้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมที่ถูกต้องในบางแผนกอย่าง ไม่เป็นทางการ มีความพยายามในแผนกนั้นๆ ที่จะปฏิบัติหรือกำหนดกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังไม่มีระบบการรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะ
4. บริษัทที่จัดให้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นนโยบายในการดำเนินธุรกิจ มีการอบรมเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้อง แนวปฏิบัติ และผลลัพธ์ที่ต้องการให้ทราบอย่างทั่วถึงภายในองค์กร มีระบบการวางแผน การดำเนินการ การวัดผล กิจกรรมต่างๆ
5. บริษัทที่กำหนดให้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจหลัก และกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท มีการตั้งเป้าหมายความสำเร็จของความรับผิดชอบต่อสังคม มีการติดตามผล ประเมินความสำเร็จ และนำผลที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้น นำปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้ร่วมในการตัดสินใจทาง ธุรกิจทั่วทั้งองค์กรตั้งแต่ระดับคณะกรรมการบริษัทลงมา มีการจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะและเป็นทางการ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทและผู้ที่สนใจอย่างทั่วถึง
ท่านเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารในองค์กรธุรกิจ ก็คงจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานได้ว่า สายตาจากมุมมองภายนอกนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมุมมองภายในของท่านเองแล้ว มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างใดบ้างหรือไม่
และจะนำความเข้าใจที่ดีขึ้นนี้ มาช่วยพัฒนาการสร้างความแข็งแรงและความยั่งยืนเพิ่มขึ้นให้กับบริษัทของท่านได้อย่างไรบ้าง
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/624731#sthash.wVL6GxCp.dpuf
องค์กรธุรกิจที่จะพัฒนาสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปโดยง่าย เรื่องกลยุทธ์ “เพื่อสังคม"คือคำตอบ
แนวโน้มในปัจจุบันที่บริษัทหรือองค์กรธุรกิจจะพัฒนาตนเองสู่ การเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปในสนามธุรกิจโดยง่าย เรื่องของกลยุทธ์ “เพื่อสังคม” ดูจะเป็นเครื่องมือด้านบริหารจัดการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหันมาดำเนินธุรกิจด้วยการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน
เป็นที่มาของความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” และคำว่า “การบริหารจัดการธุรกิจสู่ความยั่งยืน” ที่แตกต่างกันออกไปในมุมมองสำหรับตัวองค์กรธุรกิจเอง กับผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจภายนอกองค์กร ตลอดไปจนถึงองค์กรภาครัฐ หรือองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่กำกับดูแล กิจกรรมขององค์กรธุรกิจ ว่าจะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อสังคมโดยทั่วไปได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในเชิงบวก หรือในเชิงลบ!!!
การที่บริษัทจะตัดสินใจจัดตั้งงบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อพาพนักงงานไปปลูก ป่า กับการตัดสินใจเพื่อนำงบประมาณในจำนวนเดียวกันนั้น ไปพัฒนาระบบการจัดการน้ำเสียหรือนำไปลงทุนในการเปลี่ยนแหล่งพลังงานที่ใช้ใน การผลิตจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่ใช้แล้วมีแต่จะหมดไป หันมาใช้แหล่งพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ได้ดีกว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเหล่านี้ สิ่งใดที่จะแสดงถึงความรัรบผิดชอบต่อสังคมของบริษัทได้ดีกว่ากัน หรือ สิ่งใดที่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบริหารจัดการบริษัทไปสู่ความ ยั่งยืนของธุรกิจได้ดีกว่ากัน
ในการนี้ จึงมีการกำหนดคำนิยามร่วมกัน สำหรับคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ขององค์กรธุรกิจ ว่าเป็น
ความยึดมั่นของบริษัท ที่จะดำเนินการทางธุรกิจ ดัวยการมีจริยธรรม เพื่อเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีพัฒนาการที่แข็งแรง ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ลืมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ผู้บริโภค พนักงาน ประชากรในชุมชนแวดล้อม ตลอดไปจนถึงประชากรของสังคมในวงกว้าง และการยึดมั่นในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ให้เสื่อมสลายหรือหมดสิ้นไปโดยไม่จำเป็น
เมื่อมองจากมุมมองภายนอก กิจกรรมที่บริษัทต้องการจะสื่อถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม ของบริษัท จึงอาจมองไปได้หลายมุมมองที่แตกต่างจากวัตถุประสงค์หรือความต้องการที่แท้ จริงของบริษัท
ประเด็นสำคัญ อาจเริ่มขึ้นที่ ชื่อเสียง หรือ ภาพลักษณ์ของบริษัท ในแง่ของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ยังถูกเห็นว่า “ไม่เพียงพอ” สำหรับชื่อเสียง ขนาดของผลประกอบการ หรือระดับฐานะทางการเงินของบริษัท
บุคคลภายนอก อาจมองได้ว่าบริษัท อาจยังไม่ได้ดำเนินการเต็มที่ ในส่วนของการปฏิบัติตามกฏหมาย ข้อตกลง หรือข้อสัญญาต่างๆ โดยเป็นการจงใจที่จะหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อสังคม แม้ว่าภายในบริษัทอาจเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ตัวอย่างของการสร้างตึกสูงในซอยเล็ก ที่อาศัยความคลุมเคลือของข้อกำหนดหรือวิธีปฏิบัติของผู้กำกับดูแลกฎระเบียบ ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทได้ ตลอดไปจนถึงผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากการต้องถูกปรับ หรือการต้องชดเชยความเสียหายต่างๆ เป็นจำนวนมาก
กระบวนการปฏิบัติการภายในบริษัท เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการให้บริการ ตลอดจนถึงกระบวนการในการแสดงความรับผิดชอบต่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการหลังการขาย ก็ถือได้ว่า เป็นอีกมุมมองหนึ่งจากสายตาของคนภายนอกที่จะมองบริษัทในแง่ของการแสดงความ รับผิดชอบต่อสังคม
กระบวนการผลิตที่ปล่อย กลิ่น ควัน ฝุ่นละออง เสียง หรือ น้ำเสีย โดยไม่ได้รับการดูแลบำบัดด้วยขบวนการภายในตามปกติ จะแสดงต่อบุคคลภายนอกอย่างชัดเจนถึงการไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่ง แวดล้อมของบริษัท ไม่ว่าบริษัทจะมีชื่อเสียงในการบริจาคเงินเพื่อทำบุญ บริจาคเพื่อการกุศลมากน้อยเพียงใด หากบริษัทละเลยเสียซึ่งกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งบริษัทสามารถควบคุมได้โดยตรง เหล่านี้
รวมไปถึงการบ่ายเบี่ยงในการรับผิดชอบต่อตำหนิหรือความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ต่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผิดไปจากความคาดหมายของผู้บริโภคที่ได้ รับจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัท ก็อาจสร้างผลกระทบต่อความพยายามของบริษัทในการสร้างการรับรู้เรื่องความรับ ผิดขอบต่อสังคมของบริษัท
การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือความต้องการของบุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท อาจทำให้บริษัทต้องสูญเสีย ตลาด คู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งผู้ถือหุ้นที่ให้ความสนใจและยึดมั่นต่อแนวคิดการทำธุรกิจที่ รับผิดของต่อสังคมได้
มีบริษัทที่ปรึกษาระดับนานาชาติ ให้คำแนะนำต่อบริษัทต่างๆ ที่ต้องการนำกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม มาใช้ในการสร้างความเติมโตและความยั่งยืนของกิจการ ได้แบ่งระดับของบริษัทที่จะสะท้อนความมุ่งมั่นต่อแนวคิดความรับผิดชอบต่อ สังคม ไว้ดังนี้
1. บริษัทที่คณะกรรมการบริษัท หรือ คณะผู้บริหารระดับสูง ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือยังไม่ได้ริเริ่มในการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ หรือ กลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้เลย
2. บริษัทที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพยายามปฏิบัติให้ครบเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
3. บริษัทที่มีการรับรู้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมที่ถูกต้องในบางแผนกอย่าง ไม่เป็นทางการ มีความพยายามในแผนกนั้นๆ ที่จะปฏิบัติหรือกำหนดกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังไม่มีระบบการรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะ
4. บริษัทที่จัดให้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นนโยบายในการดำเนินธุรกิจ มีการอบรมเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้อง แนวปฏิบัติ และผลลัพธ์ที่ต้องการให้ทราบอย่างทั่วถึงภายในองค์กร มีระบบการวางแผน การดำเนินการ การวัดผล กิจกรรมต่างๆ
5. บริษัทที่กำหนดให้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจหลัก และกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท มีการตั้งเป้าหมายความสำเร็จของความรับผิดชอบต่อสังคม มีการติดตามผล ประเมินความสำเร็จ และนำผลที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้น นำปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้ร่วมในการตัดสินใจทาง ธุรกิจทั่วทั้งองค์กรตั้งแต่ระดับคณะกรรมการบริษัทลงมา มีการจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นกิจลักษณะและเป็นทางการ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทและผู้ที่สนใจอย่างทั่วถึง
ท่านเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารในองค์กรธุรกิจ ก็คงจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานได้ว่า สายตาจากมุมมองภายนอกนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมุมมองภายในของท่านเองแล้ว มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างใดบ้างหรือไม่
และจะนำความเข้าใจที่ดีขึ้นนี้ มาช่วยพัฒนาการสร้างความแข็งแรงและความยั่งยืนเพิ่มขึ้นให้กับบริษัทของท่านได้อย่างไรบ้าง
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/624731#sthash.wVL6GxCp.dpuf