วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทุนทางวัฒนธรรม

ทุนทางวัฒนธรรม

บทที่๖
ทุนทางวัฒนธรรม
วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท
เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ
๑.อธิบายความหมายของทุนทางวัฒนธรรมได้
๒.อธิบายองค์ประกอบของทุนทางวัฒนธรรมได้
๓.อธิบายความสำคัญและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรมได้
๔.เข้าใจสถานการณ์ของทุนทางวัฒนธรรมได้
๕.วิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมได้
๖.นำแนวทางพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมไปประยุกต์ใช้ได้
ขอบข่ายเนื้อหา
ความนำ
ความหมายและองค์ประกอบของทุนทางวัฒนธรรม
ความสำคัญและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรม
การประเมินสถานการณ์ทุนทางวัฒนธรรม
แนวโน้มและโอกาสพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม
แนวทางพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม
๖.๑ ความนำ
การพัฒนาทุนทางสังคมเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในการพัฒนาในการพัฒนา คนและสังคมไทยให้สามารถก้าวสู่สังคมความรู้ (Knowledge-Based Society) ได้อย่างรู้เท่าทันท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคมโลก เนื่องจากประเทศไทยมีทุนทางสังคมที่ดีอยู่มากมาย สามารถนำมาเกื้อกูลให้คนไทยมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งยังช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศไทย โดยเฉพาะการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาซึ่งสังคมมีอยู่มากมายทุกพื้นที่ ทั่วประเทศไทย ทั้งที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ค่านิยม ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมที่ดีงามมาเป็นกลไกในการพัฒนาสังคม ทั้งนี้เพื่อการคงอยู่ของวัฒนธรรมไทยและการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับคน ไทยอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความสมดุลทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การศึกษาทุนทางสังคม เป็นการศึกษาเดี่ยวกับคุณค่าที่มาพร้อมกับค่านิยม ความเชื่อ ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานสร้างสรรค์อันเกิดจากการศึกษาค้นคว้าจากผู้ทรงภูมิรู้ ซึ่ง ดิเรกปัทมสิริวัฒน์ ได้กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากทุนทางวัฒนธรรมก็คือ เป็นคุณค่าที่ช่วยให้สังคมดำรงอยู่อย่างสมดุล พึ่งพาอาศัยกัน สร้างสินค้าสาธารณะเพื่อใช้ร่วมกันแทนที่จะเป็นสังคมแห่งการแย่งชิง ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ เช่น ศิลปหัตถกรรม งานฝีมือ การแสดง ฯลฯ หรือมีประโยชน์ทางอ้อม เช่น สนับสนุนการท่องเที่ยว กรถ่ายทอดความรู้ในลักษณะ Tacit knowledge ผ่านทักษะและความชำนาญที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง รวมทั่งช่วยในการจัดระเบียบทางสังคม
ทุ่นทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เป็นองค์ประกอบหนึ่งของทุ่นทางสังคมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนา ประเทศ เนื่องด้วยประเทศไทยมีความโดดเด่นและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีผู้มีความรู้ด้านภูมิปัญญาไทยมากมายกระจายอยู่ทุกพื้นที่ ซึ่งหากสามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทุนดังกล่าวได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็จะนำมาซึ่งการสร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย
ดังนั้น การศึกษาทุนทางวัฒนธรรม จึงเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนได้เกิดแนวความคิดในการที่จะนำเอาวัฒนธรรมที่ดี งามมาพัฒนาให้เกิดคุณค่าและมูลค่า อันส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีงามในที่สุด
๖.๒ ความหมายและองค์ประกอบของทุนทางวัฒนธรรม
๖.๒.๑ ความหมายของทุนทางวัฒนธรรม
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ กล่าวถึงความหมายของทุนทางวัฒนธรรมว่า ทุ่นทางวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับคุณค่า ความรู้คู่ภูมิปัญญา และงานสร้างสรรค์อันเกิดจากการค้นคว้าและค้นพบโดยผู้ทรงความรู้ในท้องถิ่น รวมทั้งค่านิยมและความเชื่อที่ผูกพันสังคม ทำให้เกิดการจัดระเบียบของสังคมหรือสร้างกฎกติกาที่เป็นคุณต่อสังคมโดยส่วน รวม รวมถึงกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง
สำนักพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต กล่าวว่า ทุนทางวัฒนธรรม คือ สิ่งที่ดีงามที่คนในอดีตคิด ทำขึ้น แสดงออกและสืบทอดด้วยการปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้
สุนิสา ฉันท์รัตนโยธิน กล่าวว่า ทุนที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่มีนัยทางวัฒนธรรมเรียกว่า ทุ่นวัฒนธรรม (Cultural Capital)
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ให้ความหมายของทุนวัฒนธรรมไว้ว่า ทุนวัฒนธรรม หมายถึง ทุนที่ใช้ไปในการผลิตสินค้าและบริการที่มีนัยทางวัฒนธรรม สินค้าบริการใดที่มีวัฒนธรรมฝังตัวอยู่สินค้าและบริการเหล่านั้นคือสินค้า วัฒนธรรม (Cultural Products)
David ThrosBy ให้ความหมายของคำว่าทุนวัฒนธรรม ว่าหมายถึง ทรัพย์สินทางปัญญาที่สั่งสมมาในอดีต มีคุณค่าต่อมนุษย์และความต้องการของสังคมนอกเหนือจากการให้คุณค่าทาง เศรษฐกิจ
กล่าวโดยสรุป ทุนทางวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีมูลค่า ที่สั่งสมมาในอดีตและถ่ายทอดรุ่นต่อรุน ทั้งเป็นสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ โดยนำเอาวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเหล่านั้นมาแปลงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมี มูลค่าที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อวิถีชีวิตและสังคมในที่สุด
๖.๒.๒ องค์ประกอบของทุ่นทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดีงามที่คนในอดีตคิด ทำขึ้น แสดงออกและสืบทอดด้วยการปฏิบัติ ซึ่งมีสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ จำแนกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ ประกอบด้วย
๑.)เป็นมรดกตกทอด เกิดจากภูมิปัญญาของมนุษย์ ประกอบด้วยสิ่งที่เคลื่อนที่ไม่ได้ อาทิ โบราณสถานขนาดใหญ่ กับสิ่งที่สามารถเคลื่อนที่ได้จำพวกวัตถุ บันทึกเล่าเรื่อง เป็นเอกสาร ตำนาน บันทึก เช่น ภาษามาลายูซึ่งเป็นภาษาของชาวใต้ บันทึกในศิลาจารึกฯ
๒.)เป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์พิเศษหรือเนื้อในของวัฒนธรรม เป็น การกระทำของมนุษย์ ประกอบด้วยเอกลักษณ์พิเศษในการทำมาหากิน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ภาษา กิริยา สำเนียงพูด ความเชื่อ ศาสนา ขนมธรรมเนียม จารีตประเพณี และพิธีกรรม สุนทรียศาสตร์-สุนทรียภาพ ซึ่งเป็นความสวยงามตามอารยธรรม ซึ่งควรมีการสืบาสนทำนุบำรุงให้คงอยู่ ระบบเครือญาติและระบบสังคม
๓.)ภูมิปัญญาดังเดิมและภูมิปัญญาสมัยใหม่ ได้แก่
๓.๑) ศาสตร์หรือความรู้ของบรรพชน อาทิ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์
๓.๒)ภาษาศาสตร์ และการคำนวณ เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร้อยแก้ว ร้อยกรอง ฯลฯ หน่วยชั่ง ตวง วัด อาทิ คืบ วา ศอก
๓.๓)อาชีวศาสตร์ เป็นความรู้เกี่ยวกับการยังชีพ อาทิ เครื่องมือดักจับสัตว์ เครื่องการเกษตร เครื่องมือจับปลา เป็นต้น
๓.๔)ยุทธศาสตร์ในการป้องกันตนเองและการรักษาชีวิต เช่น มวยไทย ฟันดาบ กระบี่ กระบอง การเขียนตำราพิชัยสงคราม ฯลฯ
๓.๕)การเยียวยาชีวิตหรือแพทยศาสตร์ เช่น การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การทำและใช้สมุนไพร การนวดแผนโบราณ ฯลฯ
๓.๖)การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ โดยใช้ความรู้ในเชิงรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์และธรรมศาสตร์ เช่น ระบบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ฯลฯ
๓.๗)ศิลปะศาสตร์ ซึ่งเป็นองค์รวมทางศิลปะที่สำคัญ
นอกจากนี้ Pierre Boourdieu อธิบายว่า ทุนวัฒนธรรมจะปรากฏตัวใน ๓ รูปแบบ คือ
๑)เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวคนหรือกลุ่มคน เช่น ความคิด จินตนาการ ความคิดริเริ่ม ความเชื่อ
๒)เป็นสิ่งที่เป็นรูปลักษณ์และเป็นตัวตน เช่น ภาพวาด เครื่องมือ อุปกรณ์ สิ่งก่อสร้าง สถานที่ที่เป็นมรดกโลก
๓)ความเป็นสถานบัน เช่น กติกา การยอมรับที่หลายๆ คนเห็นร่วมกัน เช่น การยอมรับในสถานบันกษัตริย์ วัด โรงเรียน ทำให้เกิดความสามัคคี ประเพณี หรือกิจกรรมร่วมกันของสังคม
โดยวัฒนธรรมถือเป็นทุนและต้นทุนที่สำคัญ เนื่องจากการก่อเกิดวัฒนธรรมแต่ละด้านจะมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมหรือ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว หากมีการพัฒนาหรือปรับปรุงสภาพแวดล้อมหรือมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอย่าง ถูกต้องเหมาะสม ก็อาจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมนั้นๆ ให้เสื่อมคุณค่าหรือสูญหายไปจากสังคม
๖.๓ ความสำคัญและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรม
ลักษณะสำคัญของทุนวัฒนธรรม มีดังนี้
๑)สิ่งที่ถือเป็น “สินค้าวัฒนธรรม” ต้องมีนัยทางวัฒนธรรมในด้านหนึ่งด้านใดไม่ว่าจะเป็นจารีต ขนบธรรมเนียบประเพณี ระบบความเชื่อและศรัทธา ระบบคุณค่า บรรทัดฐาน ทางจริยธรรม แบบแผนการดำรงชีวิต แบบแผนการบริโภค แบบแผนการพักผ่อนหย่อนใจการละเล่นและกีฬา การแต่งกาย วรรณกรรมและสิ่งพิมพ์ ศิลปะ ฯลฯ
๒)ทุนวัฒนธรรมมีขาหยั่งทั้งในกาคอุสาหกรรมและภาคบริการ ในภาคอุตสาหกรรม เช่น อุสาหกรรมเครื่องแต่งกาย อุตสาหกรรมเครื่องใช้ในครัวเรือน ฯลฯ ในภาคบริการ เช่น การบริการสันทนาการ บริการอาหาร บริการการศึกษา ฯลฯ
๓)บรรดากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลุ่มทุนวัฒนธรรมหยั่งรากถึง ส่วนใหญ่มีการกระจุกตัวของทุนอย่างสูงจึงมีอำนาจผูกขาดระดับหนนึ่ง
๔)กลุ่มทุนทางวัฒนธรรมมีการผนึกตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจด้วยการควบและครอบกิจการ แต่ยุทธวิธีสำคัญในช่วงหลังๆ ได้แก่ การสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์
๕)กลุ่มทุนวัฒนธรรมแม้จะเป็นหัวหอกของกระแสโลกาภิวัฒน์ มักเลือกทำสัญญาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มทุนท้องถิ่น เพราะต้องการจะหาประโยชน์จากเครือข่ายความสัมพันธ์ของกลุ่มทุนท้องถิ่น ในบางสภาพการณ์ Localization ก็เป็นประโยชน์ต่อ Globalization ในการนี้อาจต้องปรับผลผลิตให้สอดคล้องกับรสนิยมและวัฒนธรรมท้องถิ่น
๖)กลุ่มทุนวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผลักดันให้เกิดความก้าว หน้าทางเทคโนโลยี การทุ่มรายจ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และได้ผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่สำหรับสินค้าวัฒนธรรมบางประเภท วงจรชีวิตของสินค้าค่อนข้างสั้นหากไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ทดแทน ชนิดเก่าได้ ก็ยากที่จะขยายส่วนแบ่งตลาดหรือรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้
๗)กระบวนการสร้างอุปสงค์เป็นยุทธศาสตร์การตลาดที่สำคัญยิ่ง การสร้างความภักดีต่อยี่ห้อนับเป็นยุทธวิธีสำคัญในการรักษาและขยายส่วนแบ่ง ตลาด
สำนักพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต ได้กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรม ไว้ ๔ ประการ คือ
๑)เป็นที่รวมแห่งองค์ความรู้ที่มีในอดีตทั้งมวล
๒)เป็นที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์พิเศษและภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น
๓)เป็นที่ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี ศักดิ์ศรี ความภูมิใจของชุมชน หรือ ชนเผ่าทั้งหลาย
๔)วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ส่งเสริมความมั่งคั่ง
นอกจากนี้ยังสามารถจำแนกความสำคัญของการนำทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาโดยแยก ออกเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดังนี้
๑)ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถนำวัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาท้อง ถิ่นมาเสริมสร้างการผลิตสินค้าและบริการได้โดยใช้แนวความคิดการสร้างสรรค์ คุณค่า รวมถึงการสร้างตราสัญลักษณ์สินค้าไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ วัฒนธรรม เช่น งานฝีมือและของที่ระลึก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผลงานศิลปะทุกสาขา หรืออุตสาหกรรมศิลป์ สื่อสารและการประชาสัมพันธ์ การพัฒนาทุนมนุษย์ และพิพิธภัณฑ์สถานและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
๒)ด้านการพัฒนาสังคม สามารถนำวัฒนธรรมเรื่องระบบคุณค่า ค่านิยม ความเชื่อ จารีตประเพณีที่ดีงาม อาทิ ระบบเครือญาติ การมีจิตสำนึกสาธารณะ การมีน้ำใจและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปโน้มนำในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนซึ่งจะทำให้สังคมมีความจริงและสงบสุข
๓)ด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถนำวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมและภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นการใช้ชีวิต ที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติมาใช้ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมให้อยู่ในสภาพเดิมหรือมีความสมบรูณ์ได้มากขึ้น เช่น การทำฝายต้นน้ำ (Check Dam) ประเพณีสืบชะตาแม่น้ำ การเคารพผีปู่ตา ฯลฯ
๖.๔ การประเมินสถานการณ์ทุนทางวัฒนธรรม
การประเมินสถานการณ์ทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย พบว่า วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นจำนวนมากมีความหลากหลาย มีคุณค่า มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะท้องถิ่นซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ได้มากมาย หากแต่ยังขาดการอนุรักษ์ฟื้นฟูพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง อีกทั้งยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตและความเจริญรุ่งเรืองของสังคมไทย ดังนี้
๖.๔.๑ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ระบบคุณค่า ค่านิยม ความเชื่อ ภาษา จารีตประเพณี พิธีกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่า สังคมไทยมีทุนทางวัฒนธรรมทีดีมากมาย แต่หลายอย่างในปัจจุบันเสื่อมถอยและสูญหายไปตามกาลเวลา สาเหตุสำคัญ คือ การขาดการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ถ่ายทอด พัฒนาและต่อยอดอย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง โดย
๑)ระบบคุณค่า ค่านิยมและความเชื่อที่ดีงาม ซึ่งเป็นตัวยึดโยงคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและสมดุล พบว่า
ด้านบวก
-สังคมไทยยอมรับความแตกต่างทางเชื้อชาติศาสนา คนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยเอื้อเฟื้อช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยไม่แบ่งแยก มีความเมตตากรุณา ทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
-ประเทศไทยยังมีผู้พร้อมเสียสละเป็นอาสาสมัครทำงานเพื่อสังคมจำนวน มาก เห็นได้จากกรณีการเกิดภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหลายครั้ง จะมีการรณรงค์ให้ความช่วยเหลืออย่างไม่ขาดสาย
ด้านลบ
-ปัจจุบันคนไทยและสังคมไทยให้ความสำคัญกับระบบคุณค่า ค่านิยมและความเชื่อที่ดีงามลดลง เช่น ความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด ความเอื้ออาทร การเคารพผู้ใหญ่ การให้ความสำคัญกับพรหมจารี การยึดมั่นในหลักศีลธรรมและความรู้ผิดชอบชั่วดี ฯลฯ
-ระบบสถาบันทีทำหน้าที่ขัดเกลาและปลูกฝังระบบคุณค่า ค่านิยม และความเชื่อที่ดีงามมีแนวโน้มอ่อนแอและมีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพคนไทยลดลง โดย
(๑)สถาบันครอบครัว ที่มีความเป็นระบบเครือญาติ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทำหน้าที่ให้การอบรมเลี้ยงดู ปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมให้แก่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีความเปราะบางมากขึ้น พิจารณาได้จากสถิติการหย่าร้างของคู่สมรสที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รูปแบบครอบครัวเป็นครอบครัวเดียวมากขึ้น พฤติกรรมการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ มีเวลาในการอยู่พร้อมหน้าและทำกิจกรรมร่วมกันน้อยลง
(๒)สถาบันการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่ในการพัฒนาความรู้ความคิดและการอบรมเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เพื่อการดำเนินชีวิตให้กับเด็กและเยาวชนที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับระบบการเรียนการสอนที่วัดความความสำเร็จจากใบรับรองผลการ ศึกษา ใบประกาศนียบัตร หรือใบปริญญาบัตรมากกว่าสมมรรถนะ ความรู้ ความสามารถ รวมถึงคุณธรรมและพฤติกรรมของผู้เรียน
(๓)สถาบันทางศาสนา เป็นผู้มีบทบาทในการถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนของศาสนาต่างๆ เป็นที่ยึดเหนียวทางจิตใจให้ผู้คนในสังคมเป็นคนดี มีคุณธรรมและเอื้อต่อการพัฒนาระบบคุณค่าของสังคมไทย ยังไม่สามารถทำหน้าที่ในการชักจูงหรือเป็นแกนนำในการพัฒนาจิตใจด้านคุณธรรม จริยธรรมได้อย่างเพียงพอ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักศาสนาอย่าง แท้จริง บุคลากรทางศาสนาบางส่วนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับพุทธพาณิชย์มากกว่าหลักธรรมคำสอน
(๔)สถาบันการเมืองการปกครอง ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและการบริหารประเทศยังมีการบริหารแบบรวม ศูนย์ ภาครัฐยังมีบทบาทนำในการพัฒนา
(๕)สถาบันสื่อ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะระบบคุณค่า ค่านิยม ความคิด ความเชื่อ ตลอดจนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมมีการนำเสนอภาพและสาระที่สร้าง สรรค์และจรรโลงสังคมน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณสื่อที่นำเสนอทั้งหมด
๒)วัฒนธรรมการใช้ภาษาไทย ภาษาถิ่น และขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณีต่างๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นชาติไทยและคนไทย โดยเฉพาะภาษาพูด นั้นถือเป็นตัวแทนของลักษณะวัฒนธรรม ในด้านประวัติศาสตร์ย่อมถือได้ว่าภาษาเป็นมรดกอันล้ำค่าทั้งตัวอักษรไทยและ วรรณกรรมไทย ซึ่งรวบรวมและรองรับศิลปวัฒนธรรมไทยทุกด้านไว้ให้เราได้ศึกษาค้นคว้าและเป็น เครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่น หนึ่ง พบว่า
-วัฒนธรรมการใช้ภาษาไทยของเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มด้านการพูดออกเสียงไม่ชัดเจนและนิยมใช้ศัพท์แสงหรือคำแปลกๆ มากขึ้น
-ขนบธรรมเนียมประเพณีได้ลดคุณค่าและสูญหายไปค่อนข้างมาก บางประเพณีที่มีและถือปฏิบัติสืบต่อกันมามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้เข้ากับ สังคมยุคใหม่และถูกนำมาใช้ในการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมาก ขึ้น
๓)ภูมิปัญญาไทยหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์ความรู้ ความสามารถ และทักษะต่างๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ เป็นฐานคิดและหลักเกณฑ์การกำหนดคุณค่าและจริยธรรมที่มีการสั่งสมสืบทอดกันมา อย่างยาวนานจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งในการอยู่ร่วมกันของคนและธรรมชาติ อย่างเกื้อกูล พบว่า
-ประเทศไทยมีผู้รู้ภูมิปัญญาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ มากมาย แต่ขาดการนำมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง
-ความรู้ภูมิปัญญาและภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายเรื่องได้สูญหายไปจากสังคมหลายเรื่องยังไม่ได้รับการพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง
-การพัฒนาความรู้และวัตกรรมจากภูมิปัญญา เพื่อใช้ในการพาณิชย์ยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย บางส่วนต่ออยู่ในมือคนต่างชาติ
-การผลิตสินค้าและบริการจากความรู้ภูมิปัญญาไทย ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อพัฒนารายได้มากกว่าการรักษาคุณค่าและรากฐานทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น
-ประเทศไทยยังขาดการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการนำทุนทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของสินค้าไว้อย่าง ชัดเจน ขาดการบูรณาการระหว่างนโยบายและแผนงานต่างๆ
-ภาครัฐยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมที่เกิดจากภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยค่อนข้างน้อย
clip_image002
๖.๔.๒ ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ประกอบด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมต่างๆ ที่ติดมากับอาคารโบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงอุทยานประวัติศาสตร์ วัดในพระพุทธศาสนา และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ซึงถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดและ นับเป็นทุ่นหรือมรดกของชาติที่สำคัญ พบว่า
๑)ประเทศไทยมีโบราณสถานสำคัญๆ มากมายกระจายอยู่ทุกพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องหมายที่แสดงออกซึ่งความเจริญรุ่งเรืองทาง ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีในสมัยต่างๆ
๒)แหล่งวัฒนธรรมทางด้านศิลปกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์จำนวนมากถูกทำลายทั้งจากภัยธรรมชาติและฝีมือมนุษย์
๓)การใช้ประโยชน์และการดูแลรักษาแหล่งโบราณสถาน โบราณคดีและแหล่งประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยังขาดประสิทธิภาพ ขาดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานท้องถิ่น ชุมชนและประชาชนทั้งในด้านการบริหารจัดการและดูแลรักษา
๖.๕ แนวโน้มและโอกาสการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม
clip_image004 clip_image006
แนวโน้มและโอกาสการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ประกอบด้วย
๖.๕.๑คนไทยและสังคมไทยมีความตื่นตัว เห็นคุณค่าและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ว่าสามารถนำมาใช้เสริมสร้างวิถีชีวิตของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขยั่งยืนได้ ประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีผู้รู้ภูมิปัญญามากมายกระจายทุกพื้นที่ คนไทยมีฝีมือมีความประณีตละเอียดอ่อนในงานศิลปะ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งและโอกาสที่จะให้บุคคลเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวน การพัฒนา ร่วมดูแล อนุรักษ์วัฒนธรรมของทองถิ่น รวมถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย
๖.๕.๒ประเทศไทยมีนโยบายและแผนพัฒนาชาติ สนับสนุนทั้งแผน บริหารราชการแผ่นดิน แผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แผนพัฒนาการท่องเที่ยว รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๐
๖.๕.๓ระบบเศรษฐกิจแบบเสรี ระบบการค้าเสรีเปิดโอกาสให้ประเทศไทยมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้และการ สร้างสรรค์คุณค่า พัฒนาสินค้าและบริการบนพื้นฐานวัฒนธรรมไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เช่น การนวดแผนไทย สมุนไพรไทย อาหารไทย รวมถึงการพักผ่อนและท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมไทย ฯลฯ โดยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพ และคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ในชุมชน
๖.๕.๔การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและโครงสร้างของการบริโภค การส่งออกของสินค้าและบริการของประเทศไทยในอนาคตขึ้นอยู่กับแนวโน้มการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของการบริโภคของสังคมโลก และการวางแผนอย่างถูกต้องในการพัฒนาและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของ ประเทศต่างๆ ประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นคู่ค้าสำคัญส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีแนวโน้มต้องการสินค้าและบริการเฉพาะด้านมากขึ้น เช่น การดูแลสุขภาพ การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและการรักษาพยาบาล จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะพัฒนาสินค้าและบริการเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น การแพทย์แผนไทย สมุนไพรไทย รวมถึกการพักผ่อนและท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านสถานที่และบุคลากร
๖.๕.๕ความร่วมมือระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง กระแสการพัฒนาที่ยั่งยืนและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสาร เป็นความร่วมมือทั้งในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทางวัฒนธรรมและวิชาการ เกิดสัมพันธภาพที่ดีที่ก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนา และการบริหารจัดการด้านต่างๆ ในระดับนานาชาติ
๖.๕.๖กระแสโลกที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลดีต่อประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีโอกาสใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าภายใต้ระบบการบริหารจัดการที่ นำไปสู่ความยั่งยืนรองรับความต้องการสินค้าและบริการด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและวัตถุดิบจากธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในระดับรากหญ้าให้เชื่อมโยงสู่เวที โลก
๖.๕.๗ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จะช่วยสร้างโอกาสการตลาด และการเรียนรู้ให้กับผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมและเจ้าของ ภูมิปัญญาในการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน รวมถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าบริการ และงานด้านศิลปวัฒนธรรมสู่โลกภายนอกได้อย่างรวดเร็ว
๖.๖แนวทางพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม
เพื่อให้มีการนำทุนทางวัฒนธรรมไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการ เสริมสร้างทุนทางสังคม จึงกำหนดแนวทางในการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม ดังนี้
๖.๖.๑การฟื้นฟู ถอดคุณค่า พัฒนา และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอย่างเป็นระบบ โดย
๑)ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งที่อยู่ใน วิถีชุมชนให้ออกมาอย่างเป็นระบบ
๒)พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญากับนโยบายหรือโครงการสำคัญของประเทศ
๓)ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมต่อภูมิปัญญา
๔)สนับสนุนกระบวนการขยายผลนำภูมิปัญญาไปใช้ในทางปฏิบัติและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
๕)ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนหรือเศรษฐกิจของชาวบ้านที่เกิดจากใช้ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและพัฒนาไปสู่เครือข่ายวิสาหกิจชมชน
๖)ส่งเสริมคุณภาพ มาตรฐาน และสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นและความต้องการของตลาด
๗)ให้มีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ วิธีการ ขั้นตอนการจดทะเบียนลิขสิทธ์และสิทธิบัตรทางปัญญาแก่ชุมชนอย่างกว้างขวาง
๘)สร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีกันนานาประเทศ
๖.๖.๒การจัดการองค์ความรู้และสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาแก่ประชาชนย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดย
clip_image008 clip_image010
๑)สร้างและพัฒนาแหล่งและกระบวนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ง่าย โดยสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด หอศิลป์ อุทยานแห่งการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ที่มีชีวิตชีวา เป็นต้น
๒)จัดทำฐานข้อมูล แผนที่นำทางหรือทำเนียบทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ให้มีความชัดเจน ถูกต้อง ครบถ้วนที่สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้สะดวก
๓)จัดให้มีหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาในสถานศึกษาทุกระดับทั้งในและนอกระบบโรงเรียน
๔)ส่งเสริมการเสริมสร้างค่านิยมและพฤติกรรมที่พึงประสงค์แก่ประชาชน โดยให้มีการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมและจารีตประเพณีที่ดีงามอย่างเป็นระบบ
๕)รณรงค์ฟื้นฟูระบบคุณค่า ค่านิยม และความเชื่อที่ดีงามให้มีความเข้มแข็งในสังคมไทย เช่น การประหยัดอดออม การกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ความสามัคคี ฯลฯ
๖)ส่งเสริมให้มีการใช้วัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างความเข้มแข็งของชุมชน อย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้ภาษาถิ่น การลงแขก การเคารพผีปู่ตา การจัดการแหล่งน้ำผ่านระบบเหมืองฝาย ประเพณีสืบชะตาป่าและลุ่มน้ำ ฯลฯ
๗)ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี เอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่เป็นมรดกและมีคุณค่าของท้องถิ่นและชาติอย่างเป็น ระบบ
๘)ใช้สื่อสารมวลชลและเทคโนโลยีสารสนเทศทุกรูปแบบที่มีอยู่ในการเผยแพร่ข่าวสาร และความรู้ด้านวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง
๙)ปรับสถาบันและกลไกที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟู ต่อยอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาให้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น
๑๐)รณรงค์ ประชาสัมพันธ์สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคมในการพัฒนาและเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมของชาติ
๑๑)ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนางานด้านวัฒนธรรมอย่างบรูณาการและให้มีการนำผลการวิจัยไปเผยแพร่และใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง
๖.๖.๓การเสริมสร้างระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและเอื้ออำนวยต่อการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรม โดย
๑)ระดมพลังทุกภาคส่วนในรูปแบบต่างๆ เพื่อพัฒนางานวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น การนำทรัพยากรทางวัฒนธรรมมาใช้ประโยชน์ การลงทุนทางวัฒนธรรม ฯลฯ
๒)กระจายอำนาจ ส่งเสริม และสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการดำเนินงานวัฒนธรรมของตนเอง
๓)ปรับแก้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้าง การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรม
๔)สนับสนุนสภาวัฒนธรรมทั้งในระดับจังหวัด และระดับภูมิภาคให้เข้ามามีบทบาทหลักในการเป็นศูนย์กลางด้านการติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานด้านวัฒนธรรม การดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เป็นต้น
สรุปท้ายบท
ทุนทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีมูลค่าและให้คุณค่าต่อวิถีชีวิตของสังคม ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ทุนทางวัฒนธรรมหลายเรื่องมีความเป็นนามธรรมสูง เช่นวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เป็นพลวัตร (Dynamic) สามารถเปลี่ยนแปลงและถ่ายทอดข้ามสังคม กลุ่มคน สถานที่ และเวลาได้ตลอด การนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยมาพัฒนาและใช้ประโยชน์ในการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแระเทศต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และตั้งอยู่บนหลักการที่สำคัญ คือการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม การพัฒนาวัฒนธรรมอย่างเป็นองค์รวม การสร้างความสมดุลและความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
เนื่องจากทุนทางวัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งอาจมีผลมาจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์ของสังคมโลก การเลื่อนไหลหรือการกระจายทางวัฒนธรรม จึ่งก่อให้เกิดการการผสมผสานทางวัฒนธรรม การปลูกฝังให้เยาวชนได้ตระหนักถึงวัฒนธรรมที่ดีงามของชุมชนและของท้องถิ่น จึงเป็นสิ่งจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องอาศัยสถาบันทางสังคม และทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุม เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมปลูกฝังและส่งเสริมให้มีให้เกิดขึ้น เพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมที่ดีงามเพื่อสืบสานและพัฒนา ต่อเนื่องสืบไป

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อัตลักษณ์ภาคเหนือตอนบน

ภาคเหนือตอนบน 1

tmap02_no_upper1 ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน

ศักยภาพของพื้นที่

  • เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ
  • มีพื้นที่ถือครองการเกษตรขนาดเล็ก เหมาะแก่การปรับสู่ระบบเกษตรอินทรีย์สำหรับตลาดเฉพาะ
  • มีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ด้านบริการโทรคมนาคม ด้านโครงข่ายคมนาคมทางบก เป็นศูนย์กลางการบินในอนุภูมิภาค ด้านการศึกษา
  • ทำเลที่ตั้งสามารถเชื่อมโยงไปสู่กลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน (GMS) ได้โดยสะดวก
  • มีทุนวัฒนธรรมล้านนาที่มีเอกลักษณ์ และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งเป็นที่รู้จักของต่างประเทศ รวมทั้งความมีน้ำใจโอบอ้อมอารีของประชาชนที่เอื้อต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว
  • มีฐานความรู้ของสถาบันการศึกษาและทุนทางศิลปวัฒนธรรม สามารถนำมาใช้เพื่อตอบสนองโอกาสแนวโน้มกระแสการบริโภคที่เน้นการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ และความนิยมวิถีธรรมชาติและตะวันออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการผลิต เช่น หัตถอุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ

ทิศทางการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1

  1. ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และน้ำ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ป้องกันและแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง เน้นการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น ปลูกพืชเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำในเชียงใหม่-ลำพูน รวมทั้งสนับสนุนการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
  2. พัฒนาบริการพื้นฐานของเมืองและสิ่งแวดล้อมเมือง เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง เน้นการวางแผนแม่บทการบริหารจัดการเมืองศูนย์กลางความเจริญและพัฒนาระบบขน ส่งมวลชนระบบกำจัดขยะ ระบบบำบัดน้ำเสียในเชียงใหม่-ลำพูน
  3. พัฒนาโครงข่ายการคมนาคม ระบบ Logistics และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุน เน้นเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งของเมือง และโครงข่ายระหว่างจังหวัดภายในกลุ่ม (Cluster Road) สู่ภูมิภาค เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้า และบริการและพื้นที่แหล่งผลิตทางการเกษตร รวมถึงสนับสนุนการขยายเขตประกอบอุตสาหกรรมในพื้นที่ลำพูน และการพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า
  4. สร้างมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตและบริการ โดยใช้ฐานความรู้วิชาการผสมผสานกับคุณค่าของธรรมชาติ สังคม และศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของล้านนา รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับฐานเศรษฐกิจเดิม (เกษตร ท่องเที่ยว หัตถอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลเกษตร) และสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ (อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการสุขภาพ สปา บริการทางการแพทย์ และบริการทางการศึกษา)

บทบาทของ SMEs ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

กลุ่มจังหวัดในภาคเหนือตอนบน มีเอกลักษณ์ที่เด่นชัดในเรื่องของวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งปรากฏทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และวิถีชีวิต การประกอบกิจการส่วนใหญ่เป็นไปตามความโดดเด่นของพื้นที่ในทางเกษตร ได้แก่ การเพาะปลูกพืชผักผลไม้และดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งในปัจจุบันนอกจากจะเป็นการขายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังมีหลายแห่งที่เชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อีกด้วย
การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ การผลิตแปรรูปเกษตร การผลิตอาหาร การผลิตเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องประดับตกแต่งจากไม้ การผลิตเซรามิก และยังมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในหลายจังหวัดที่รองรับการผลิตขนาดใหญ่ด้วย
ภาคบริการที่สำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยมีจังหวัดหลักคือ เชียงใหม่ เชียงราย เป็นศูนย์กลางสำคัญ และเชื่อมโยงสู่จังหวัดใกล้เคียงและต่อเนื่องไปในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่ม น้ำโขงด้วย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบริการในเรื่องโรงแรมที่พักประเภทต่าง ๆ ร้านอาหาร สปา รถเช่า บริการท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่นำเอกลักษณ์ของคนเหนือหรือ ความเป็นล้านนา รวมเข้าไว้ในผลิตภัณฑ์และบริการของตนด้วยในทางใดทางหนึ่งเสมอ
จากการที่เชียงใหม่และเชียงรายเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ และจังหวัดในภาคเหนือตอนบนสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้หลายช่อง ทาง จึงมีธุรกิจบริการที่รองรับการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน รวมทั้งธุรกิจที่ให้บริการข้ามแดน บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่รองรับทั้งการค้า การผลิต และการบริการประเภทต่าง ๆ
ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นมากอีกกลุ่มหนึ่งในภาคเหนือตอนบน คือ การผลิตผลิตภัณฑ์หัตถกรรมหรือหัตถอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งผ้าทอ การแกะสลักไม้ การจักสาน ผลิตภัณฑ์กระดาษสา เครื่องเงิน ซึ่งมีทั้งที่ดำเนินการในลักษณะธุรกิจของตัวเอง และดำเนินการกันในกลุ่มชาวบ้าน หรือกลุ่มการผลิตต่าง ๆ  โดยมีอยู่ทั่วไปในทุกจังหวัด มีการใช้ทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่สืบทอดต่อกันมา หรือภูมิปัญญาของชุมชนเข้ามาผสมผสานกับการออกแบบเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดึง ดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว และรองรับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ
ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมทั้งหลายนั้น มีทั้งที่เป็นสินค้าของฝาก ของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว  ของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า เครื่องประดับต่าง ๆ ฯลฯ
กลุ่มที่ผลิตหัตถอุตสาหกรรมนั้นมีอัตลักษณ์ที่ค่อนข้างโดดเด่น และมีความสัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของพื้นที่อย่างชัดเจน นอกจากทุนทางวัฒนธรรมที่ปรากฎในสินค้าต่าง ๆ แล้ว ยังใช้ทุนทางสังคมและศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการบริหาร จัดการให้เกิดประสิทธิภาพ และนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิต เอกลักษณ์และความเป็นท้องถิ่นผ่านชิ้นงานหัตถกรรมต่าง ๆ ด้วย

ธุรกิจ SMEs ที่โดดเด่นในพื้นที่

  • ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (เชียงใหม่)
  • ธุรกิจเกษตรและแปรรูปการเกษตร ธุรกิจอาหาร (เชียงใหม่ ลำพูน)
  • ธุรกิจหัตถกรรม หัตถอุตสาหกรรม : งานผ้าทอ งานไม้ แกะสลัก กระดาษสา และอื่นๆ (เชียงใหม่ ลำปาง)
  • อุตสาหกรรมการผลิต เซรามิกส์ เฟอร์นิเจอร์ไม้ และอื่นๆ (เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน)
  • ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง (เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน)
  • ธุรกิจการศึกษา (เชียงใหม่) เช่น โรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนกวดวิชาต่างๆ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการในแบบ Life Style (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน) เช่น ร้านชากาแฟสมัยใหม่ โรงแรมขนาดเล็กในแบบโรงแรมบูติกหรือเกสต์เฮ้าส์ ธุรกิจด้านไอที ธุรกิจสถานบันเทิงหรือพักผ่อน ที่ตอบสนองกระแสบริโภคที่เน้นการใช้เทคโนโลยี และความนิยมวิถีธรรมชาติและวิถีตะวันออก เป็นต้น

ธุรกิจท่องเที่ยวภาคเหนือ

ธุรกิจท่องเที่ยวภาคเหนือ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
  สิงหาคม 2557



ภาคเหนือของไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่น และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาช้านาน จึงทำให้แหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือเป็นปลายทางท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่อง เที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางไปเยือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านคมนาคมในปัจจุบันทั้งทางบกและทางอากาศ ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น เอื้ออำนวยต่อการขยายตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม (เช่น การพำนักระยะยาว การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัคร (Volunteer Tourism) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น) ให้กับแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือมากยิ่งขึ้น

ฉะนั้น จากเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือ ความสะดวกสบายในการเดินทาง และแนวโน้มการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของภาคเหนือ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ให้มีความพร้อมรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวในระยะข้างหน้า

สถานการณ์การท่องเที่ยวภาคเหนือของไทยในปี 2557 : เติบโตต่อเนื่องในอัตราช้าลง


สำหรับการท่องเที่ยวภาคเหนือโดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 ยังคงรักษาระดับ การเติบโตต่อเนื่อง ด้วยแรงหนุนจากตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศช่วงไตรมาสแรก ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของคนไทยจากภูมิภาคอื่นๆ ที่นิยมเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวในแหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือ ประกอบกับการเติบโต

ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เปลี่ยนปลายทางท่องเที่ยวไปยังเมืองท่องเที่ยวในส่วนภูมิภาคของไทย เพื่อหลีกเลี่ยงการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพฯ (เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น)

โดยมีปัจจัยสนับสนุน อาทิ การขยายตัวของธุรกิจสายการบิน โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ ซึ่งมีต้นทางส่วนใหญ่มาจากหลายเมืองเศรษฐกิจของจีน (เช่น เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู ฮ่องกง มาเก๊า เป็นต้น) รวมถึงสถานีปลายทางประเทศอื่นๆ (เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น) ซึ่งหากพิจารณาสถิติจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ท่าอากาศยาน เชียงใหม่ พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 มีจำนวนเที่ยวบินจากต่างประเทศจำนวน 3,047 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 76.8 เมื่อเทียบกับจำนวนเที่ยวบินในช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งมีจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศมาลงที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 1,723 เที่ยวบิน ขณะที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศจำนวนประมาณ 635,160 คน ขยายตัวร้อยละ 72.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีจำนวน 368,532 คน

นอกจากนี้ การเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เป็นอีกแรงหนุนการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภาคเหนือผ่านทางด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยจากสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาผ่านทางด่านเชียง ของในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 พบว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 43,296 คน เติบโตร้อยละ 11.7 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์

ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย ผ่านด่านเชียงของจำนวน 11,333 คน สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวใน เทศกาลตรุษจีน ทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวกันเอง (FIT) รวมทั้งคาราวานทัวร์จากจีนตอนใต้ ซึ่งมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยประมาณ 8,000 คนต่อเดือนหลังการเปิดใช้สะพาน ทั้งนี้ หากมองไปข้างหน้า การเดินทางมาไทยผ่านทางด่านเชียงของมีแนวโน้มขยายตัว ทั้งในด้านการค้าชายแดนและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว


อย่างไรก็ดี แม้ในช่วงไตรมาส 2 ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในจังหวัดเชียงรายในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และตามมาด้วยเหตุการณ์อาฟเตอร์ช็อคอีกหลายครั้ง สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม สิ่งปลูกสร้าง และอาคารบ้านเรือนในจังหวัดเชียงราย รวมถึงความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่ผลกระทบก็อยู่ในวงจำกัด คือ เฉพาะนักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดเชียงราย

ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 คาดว่า ตลาดท่องเที่ยวภาคเหนือของไทยมีทิศทางดีขึ้นเด่นชัดในช่วงไตรมาสสุดท้าย แม้ในไตรมาส 3 จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นซึ่งมีฝนตกชุก ทำให้บางพื้นที่ในภาคเหนือประสบภาวะน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ไม่เอื้อต่อกิจกรรมการท่องเที่ยว แต่ภาครัฐและเอกชนทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ต่างเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริม การตลาดเชิงรุก เช่น เน้นเจาะตลาดไมซ์กลุ่มข้าราชการ และตลาด CSR (ความรับผิดชอบของสังคมและสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ) อาทิ การจัดกิจกรรมทำฝายชะลอน้ำเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น สำหรับในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคเหนือ โดยคนไทยนิยมเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวตั้งแต่ช่วงปลายฝนต้นหนาว (ประมาณปลายเดือนตุลาคม) รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางไปร่วมเทศกาลงานประเพณีที่มี เอกลักษณ์เฉพาะตัวในหลายจังหวัดภาคเหนือ เช่น งานประเพณีลอยกระทง เป็นต้น

ในด้านนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือรองลงมาจากแหล่งท่องเที่ยว

ในภาคใต้ และภาคตะวันออก (ไม่นับรวมกรุงเทพฯ) แต่ในระยะข้างหน้าแล้วสัดส่วนของชาวต่างชาติที่จะเดินทางมายังแหล่งท่อง เที่ยวในภาคเหนืออาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความโดดเด่นของศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติซึ่งเหมาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ธรรมชาติ การพัฒนาสาธาณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการคมนาคมทั้งระบบรางและทางอากาศ รวมไปถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือที่เอื้อต่อการขายตลาดท่อง เที่ยวเชิงสุขภาพ และตลาดนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาวจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น อีกทั้ง ยังมีแรงหนุนจากตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตามกระแสภาพยนตร์จีนที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย โดยเฉพาะตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับความสะดวกด้านการเดินทางจากจีนมายังเชียงใหม่ด้วยเส้นทาง R3A ผ่านด่านเชียงของ และทางอากาศ ด้วยเที่ยวบินตรง ซึ่งมีทั้งเที่ยวบินประจำและเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ดังจะเห็นได้จากสถิตินักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมายังภาคเหนือของไทยผ่าน ด่านเชียงของ (จังหวัดเชียงราย) ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2557 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาภาคเหนือของไทยจำนวน 20,331 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2557 ขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมายังประเทศไทยลดลงร้อยละ 21.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ด้วยจำนวน 2.22 ล้านคน) แต่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางโดยบินตรงมายังจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้น กว่าเท่าตัวด้วยจำนวน 162,845 คน เหล่านี้อาจจะชี้ให้เห็นทิศทางของนักท่องเที่ยวชาวจีน (โดยเฉพาะตอนใต้) ที่นับวันจะมีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภาคเหนือ


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดการณ์ว่า ในปี 2557 ตลาดนักท่องเที่ยวของภาคเหนือมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 6.0 เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่ขยายตัวร้อยละ 7.5 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมทั้งสิ้นประมาณ 26.0 ล้านคน และสร้างเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่คิดเป็นมูลค่า 120,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8


สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมในภาคเหนือของบรรดานักท่องเที่ยวชาวไทยและ ชาวต่างชาติในปี 2557 ตลาดท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวแม้ในอัตราที่ชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน หน้า โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติเดินทางไปยังจังหวัด เชียงใหม่รวมทั้งสิ้นประมาณ 7.52 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับปี 2556 (ที่ขยายตัวร้อยละ 7.9) และก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 62,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7

ขณะที่จังหวัดเชียงราย มีความโดดเด่นด้านกิจกรรมการค้าชายแดน ซึ่งมีแนวโน้มหนุนให้ผู้คนรวมถึงนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากยิ่งขึ้นใน อนาคตอันใกล้นี้ ประกอบกับการเปิดใช้เส้นทาง R3A

จะยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวจากประเทศจีน (ตอนใต้) เมียนมาร์ และลาว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขนาด 6.3 ริกเตอร์เมื่อวันที่ 5 เดือนพฤษภาคม 2557 และตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อคจนถึงปัจจุบันอีกกว่า 1,200 ครั้ง มีแนวโน้มบั่นทอนการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชียงรายในปี 2557 ทำให้ชะลอการเติบโตลงจากปี 2556 ที่เติบโตร้อยละ 5.7 จากปีก่อนหน้า โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงรายประมาณ 3.0 ล้านคนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 จากปีที่แล้ว ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ คือ กว่าร้อยละ 80 เป็นนักท่องเที่ยวคนไทยเพิ่มขึ้นในราวร้อยละ 4.9 เทียบกับปีก่อนหน้า(ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.8) และก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า(ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1)

ตลาดท่องเที่ยวภาคเหนือของไทย : พึ่งนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยสัดส่วนร้อยละ 84


การท่องเที่ยวในภาคเหนือพึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นตลาดหลัก ด้วยสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 โดยส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปสัมผัสอากาศที่หนาวเย็น ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ซึ่งมีเทศกาลงานเฉลิมฉลองหลายเทศกาล อาทิ งานประเพณีลอยกระทง เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมถึงเทศกาลตรุษจีน และต่อเนื่องไปถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเดินทางมาร่วมกิจกรรมงานประเพณีสงกรานต์ใน สไตล์ล้านนา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นในภาคเหนือ

โดยในปี 2555 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือรวมทั้งสิ้นจำนวน 22,804,190 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคิดเป็นร้อยละ 11.5 ของจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งประเทศ ในจำนวนนี้ประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 19,130,690 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 3,673,500 คน

จังหวัดเชียงใหม่ เป็นปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของภาคเหนือ โดยในปี 2555 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนรวมทั้งสิ้น 6,570,642 คน มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 28.8 ของจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของภาคเหนือ ซึ่งประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยร้อยละ 66.6 (จำนวน 4,378,320 คน) และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติร้อยละ 33.4 (จำนวน 2,192,322 คน) รองลงมา คือ จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนรวมทั้งสิ้นจำนวน 2,751,780 คน มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 12.1 ของจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของภาคเหนือ โดยส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 81.1 เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย (จำนวน 2,231,702 คน) และร้อยละ 18.9 เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ (จำนวน 520,078 คน) ส่วนเมืองท่องเที่ยวในภาคเหนือที่ได้รับความนิยมลำดับรองลงมา คือ พิษณุโลก (จำนวน 2,543,766 คน) เพชรบูรณ์ (จำนวน 1,509,632 คน) และตาก (จำนวน 1,438,605 คน) ตามลำดับ


ขณะที่รายได้ท่องเที่ยวของภาคเหนือมีมูลค่า 102,898 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.6 จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นร้อยละ 7.6 ของรายได้ท่องเที่ยวรวมของทั้งประเทศที่มีมูลค่า 1,349,793 ล้านบาท (ข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยว) ทั้งนี้ จากมูลค่าดังกล่าว ส่วนใหญ่ คือ ประมาณร้อยละ 71.3 มาจากนักท่องเที่ยวชาวไทยคิดเป็นมูลค่า 73,354 ล้านบาท และอีกร้อยละ 28.7 คิดเป็นมูลค่า 29,544 ล้านบาทมาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายจังหวัด พบว่า จังหวัดเชียงใหม่สร้างรายได้ท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือ โดยมีมูลค่า 53,863 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52.3 ของรายได้ท่องเที่ยวภาคเหนือโดยรวม รองลงมา คือ จังหวัดเชียงรายมีรายได้ท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 18.3 ด้วยมูลค่า 18,817 ล้านบาท และตามมาด้วย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก ด้วยสัดส่วนร้อยละ 5.5 ร้อยละ 4.3 และร้อยละ 4.0 ตามลำดับ

วิถีการทำธุรกิจท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย


ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือ ทั้งในด้านความพร้อมและความหลากหลาย ของทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว บริการด้านการท่องเที่ยว สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาโครงข่ายด้านการคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และความสะดวกด้านการคมนาคมเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ หากทุกภาคส่วนประสานความร่วมมือมุ่งพัฒนายกระดับการท่องเที่ยวภาคเหนือ โดยเพิ่มกิจกรรมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือตลอดทั้งปีไม่ กระจุกตัวอยู่เฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยว จะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าพักให้ธุรกิจด้านที่พักในภาคเหนือ ส่งผลดีก่อให้เกิดการใช้ห้องพักพักอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้แออัดอยู่เฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวเพียงไม่กี่เดือน และช่วยเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจด้านที่พักในภาคเหนือ นอกจากนี้ หากมีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อกระจายการท่องเที่ยวให้ครอบคลุม แหล่งท่องเที่ยวหลักและแหล่งท่องเที่ยวรองในภาคเหนือได้อย่างทั่วถึง จะยิ่งเกื้อหนุนให้การท่องเที่ยวในภาคเหนือมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องไปใน อนาคต

ในด้านการคมนาคมที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น นับได้ว่าการเปิดใช้เส้นทาง R3A ตั้งแต่กลางปี 2556 อำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้ามายังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคเหนือของไทย ผ่านทางด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย ให้กับบรรดานักท่องเที่ยวกลุ่มมีกำลังซื้อจากเมืองเศรษฐกิจสำคัญของจีนตอน ใต้ (กว่างซีและคุนหมิง) รวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวระดับบนของเมียนมาร์ ที่นิยมเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย เกื้อหนุนต่อการขยายตลาดท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว

สำหรับธุรกิจด้านที่พักของนักท่องเที่ยวในภาคเหนือ ที่ปัจจุบันมีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้นประมาณกว่า 80,000 ห้อง (โดยห้องพักส่วนใหญ่ คือ เกือบร้อยละ 40 หรือประมาณกว่า 30,000 ห้องอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่) มีอัตราการเข้าพักสูงขึ้นตามลำดับ จากเฉลี่ยร้อยละ 28.63 ในปี 2554 เพิ่มขึ้นมาเป็นเฉลี่ยร้อยละ 36.82 ในปี 2555 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาในปี 2556 สำหรับในปี 2557 อัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในภาคเหนือมีแนวโน้มทรงตัวในระดับใกล้เคียง กับปี 2556

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจที่พักในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงก่อน การจัดงานพืชสวนโลกฯ ในปี 2549 ส่งผลให้ธุรกิจที่พักในจังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาห้องพักมีปริมาณเกินความ ต้องการมาอย่างต่อเนื่องหลังสิ้นสุดงานพืชสวนโลกฯ (ในช่วงต้นปี 2550) นำไปสู่การปรับตัวของธุรกิจด้านที่พักในจังหวัดเชียงใหม่ ไปในลักษณะของที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนห้องไม่มาก เพื่อความคล่องตัวในการปรับตัวรับสถานการณ์ด้านการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยพัฒนาด้านรูปแบบของที่พักและการบริการให้สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวเฉพาะ กลุ่มที่เป็นตลาดเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุต่างชาติจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ต้องการสถานที่เพื่อพำนักระยะยาวในต่างประเทศ ที่ภูมิอากาศเอื้ออำนวย ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และมีความพร้อมของบริการด้านสุขภาพที่ได้มาตรฐานรองรับ ประกอบกับอัธยาศัยของผู้คนในภาคเหนือที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ และไมตรี เหมาะกับงานบริการ เหล่านี้ล้วนเอื้ออำนวยต่อการให้บริการในด้านที่พัก อาหาร-เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และการดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มผู้สูงอายุตามวิถีธรรมชาติ

จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ธุรกิจด้านที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวในภาคเหนือ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ยังคงมีโอกาสขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงอยู่ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ การท่องเที่ยว ได้แก่ ธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่ ธุรกิจบริการด้านการแพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก (เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจบริการนวดแผนไทย/สปา/โยคะ) ธุรกิจค้าปลีก (เช่น คอมมูนิตี้มอลล์) ธุรกิจร้านอาหารเฉพาะกลุ่ม (อาทิ อาหารเพื่อสุขภาพ ร้านอาหารญี่ปุ่น) และธุรกิจสนามกอล์ฟ เป็นต้น

แนวคิดของธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในภาคเหนือของไทย



การเตรียมความพร้อมสำหรับ AEC


การรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะช่วยส่งเสริมการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ของประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบกับปัจจัยด้านความสะดวกสบายด้านคมนาคมทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ เหล่านี้น่าจะช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนของไทย/ต่างชาติ ให้หันมาลงทุนในธุรกิจบริการด้านท่องท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือของไทย

ผลจากเออีซีต่อธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว



ในอีกด้านหนึ่ง คงยากจะปฏิเสธว่า เออีซีก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวและ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องบางส่วน แต่ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของผู้ประกอบการเอง โดยเฉพาะความยืดหยุ่นของธุรกิจต่อปัจจัยแวดล้อม เช่น มาตรการกระตุ้นตลาดเดินทางท่องเที่ยวซ้ำ และขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน การบริหารจัดการทรัพยากรและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การศึกษาถึงผลของเออีซีต่อธุรกิจของตนเอง อาจจะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ประเมินสถานะทางธุรกิจ และเตรียมแผนรับมือ/รุกได้อย่างเหมาะสม

โดยอาจกล่าวถึงผลกระทบจากเออีซีได้ว่า แม้จะก่อให้เกิดภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่เออีซีก็ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวมีขนาดใหญ่ขึ้นตามด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญแก่ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการขยายฐานนักท่อง เที่ยวต่างชาติได้ทุกกลุ่ม ครอบคลุมกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป (กลุ่มวัยรุ่นวัยทำงาน) ไปจนถึงกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อาทิ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว และกลุ่มทัวร์กอล์ฟ จากภูมิภาคยุโรป (ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย) และภูมิภาคเอเชีย (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) รวมถึงนักท่องเที่ยวในตลาดระดับบนจากกลุ่มประเทศอาเซียน (เมียนมาร์ อินโดนีเซีย) เหล่านี้ น่าจะช่วยกระตุ้นให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายเข้ามาใช้บริการด้านการท่อง เที่ยวในภาคเหนือของประเทศไทย

ทั้งนี้ จากทิศทางการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวในภาคเหนือดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ในปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งที่ดำเนินธุรกิจบริการด้านการท่อง เที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องดูเหมือนจะมีความได้เปรียบหลายด้าน แต่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยยังพอมีลู่ทางลงทุนสำหรับการยกระดับคุณภาพการ ให้บริการ การเพิ่มช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงการแสวงหาโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในไทย/ต่างประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์การ บริการและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

สรุปและข้อเสนอแนะ


แหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือที่มีความโดดเด่นด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว

ทั้งคนไทยและต่างชาติเดินทางเข้าไปเยือนประมาณไม่ต่ำกว่า 26.0 ล้านคนในปี 2557 และสร้างรายได้ท่องเที่ยวกระจายสู่ท้องถิ่นประมาณกว่า 1.2 แสนล้านบาท หากได้รับแรงเกื้อหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะความสะดวกด้านการเดินทาง และการส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวให้กระจายไปยังทุกพื้นที่ในภาคเหนืออย่างทั่วถึง ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลดีต่อการขยายตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระดับบนจากชาติอาเซียน รวมทั้งนักท่องเที่ยงชาวจีน

ขณะที่เมื่อก้าวสู่เออีซีในช่วงปลายปี 2558 จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการขยายตัวแก่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวโดยตรง ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ (เช่น ธุรกิจที่พักระยะยาว ธุรกิจรับดูแลผู้ป่วย/ผู้สูงอายุต่างชาติ ธุรกิจให้บริการด้านการแพทย์ ธุรกิจด้านการขนส่ง ธุรกิจสนามกอล์ฟ เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จากผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างชาติ ทั้งในกลุ่มอาเซียนและนอกอาเซียน แต่ผลกระทบดังกล่าวจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการปรับตัวขององค์กรธุรกิจเอง

สำหรับในส่วนของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวเนื่อง ควรมีมาตรการต่างๆ สำหรับอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทั้งนี้ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของภาคเหนือให้คงไว้ ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่าง เข้มข้น และยกระดับการให้บริการของธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง (เช่น บริษัททัวร์ โรงแรม/รีสอร์ท ร้านอาหาร สปา เป็นต้น) รวมถึงการเพิ่มทักษะให้ไกด์นำเที่ยวมีความรู้และสามารถถ่ายทอดความเป็น เอกลักษณ์และวิถีของชาวไทยภาคเหนือให้แก่นักท่องเที่ยวได้ นอกจากนี้ ควรดำเนินการควบคู่ไปกับ การเพิ่มขีดความสามารถด้านการสื่อสารภาษาต่างประเทศสำหรับผู้ให้บริการใน ธุรกิจด้านท่องเที่ยว (ภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น รวมถึงภาษาอาเซียน) ตลอดจนประชาชนในท้องที่ และการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวย้อนรอยวัฒนธรรมสิบสองปันนา ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวจาก จีน (ตอนใต้)-เมียนมาร์-ลาว (เหนือ)-จนมาถึงไทย (ภาคเหนือ)

อย่างไรก็ดี ในภาวะที่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวในปี 2557 ตลาดไทยเที่ยวไทยน่าจะอีกหนึ่งตลาดที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของ ไทย เพื่อชดเชยรายได้ท่องเที่ยวที่หดหายไปจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่าง ชาติที่เดินทางมาไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจด้านท่องเที่ยวคงต้องติดตามสถานการณ์ตลาดไทยเที่ยวไทยและ ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้มีความสอดคล้อง นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามมาตรการและนโยบายที่จะมาช่วยกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทยในช่วง ที่เหลือของปี



แหล่งที่มาของข้อมูล
กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 

http://www.ksmecare.com/Article/82/31905/%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD
 

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เลียบเลาะเวที Shared Value Summit โดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์

เลียบเลาะเวที Shared Value Summit โดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์
ไฮไลต์ของงานประชุมอยู่ที่ Keynote Address ของพอร์เตอร์ ในหัวเรื่อง “Shared Value as Core Corporate Strategy”

สัปดาห์นี้ (12-13 พ.ค.) ผมเดินทางมาร่วมงานประชุมสุดยอด “Shared Value Leadership Summit 2015” ร่วมกับคณะคนไทยอีก 3 ท่าน ประกอบด้วยคุณเชาวภาค ศรีเกษม Chief Marketing Officer บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) คุณสุธิชา เจริญงาม รองผู้อำนวยการ สถาบันไทยพัฒน์ และคุณปาจารีย์ คุณชัยมัง หุ้นส่วน บริษัท เอ็กซ์เพิร์ท แอสเปค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้ธีม “Business as its best” กับผู้ร่วมประชุมกว่า 350 คน จากทั่วโลก

งานประชุม Shared Value Leadership Summit ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 นับจากครั้งแรกที่มีขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2011 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่บทความ “Creating Shared Value” ของ ศ.ไมเคิล อี พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร ฮาร์วาร์ด บิสิเนส รีวิว เช่นกัน

ไฮไลต์ของงานประชุมปีนี้ อยู่ที่ Keynote Address ของพอร์เตอร์ ในหัวเรื่อง “Shared Value as Core Corporate Strategy” ที่ได้ตอกย้ำความเป็น “กลยุทธ์” ระดับองค์กรของคุณค่าร่วม

พอร์เตอร์ ชี้ให้เห็นว่าการสร้างคุณค่าร่วมมิได้ใช้เพียงเพื่อให้การดำเนินงานของ องค์กรดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่เป็นการตราคุณค่าทางกลยุทธ์ เช่นเดียวกับที่การสร้างคุณค่าร่วมมิได้ใช้เพียงเพื่อให้องค์กรอยู่เหนือคู่ แข่งขัน แต่เป็นการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขัน

สารที่พอร์เตอร์ต้องการสื่อกับผู้เข้าร่วมประชุมปีนี้ เน้นว่า การสร้างคุณค่าร่วมเป็นกลยุทธ์ที่ไม่สามารถพัฒนาขึ้นจากการลอกแบบ Best Practices ให้ทัดเทียมหรือดีกว่าที่องค์กรอื่นมีอยู่ได้

สำหรับท่านผู้อ่านที่ยังไม่คุ้นกับการสร้างคุณค่าร่วม หรือ CSV ตามที่พอร์เตอร์ และเครเมอร์ นิยามขึ้น ขอขยายความให้เห็นภาพว่า ลักษณะของ CSV มิใช่การแบ่งปันหรือส่งมอบคุณค่าที่ได้เกิดขึ้นแล้วในรูปของการบริจาคหรือ Philanthropy เช่น การคืนกำไรสู่สังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร แต่จะต้องมี ภาวะคู่กัน (Duality) ของคุณค่าที่เกิดขึ้นทั้งต่อองค์กรและสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน

ในการสร้างคุณค่าร่วม องค์กรจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ปัจจัยแรก คือ ความท้าทายหรือโอกาสทางธุรกิจ ที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจในรูปของรายได้ ผลกำไร ส่วนแบ่งตลาด การสร้างตลาดใหม่ การลดค่าใช้จ่ายหรือลดความสูญเสียในด้านต่างๆ

ปัจจัยที่สอง คือ โจทย์หรือประเด็นปัญหาทางสังคมที่รอการแก้ไข ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางสังคมในรูปของการพัฒนา การแก้ไขเยียวยา การยกระดับคุณภาพชีวิต การรักษาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างโอกาสหรือความเป็นธรรมทางสังคมในด้านต่างๆ

และปัจจัยที่สาม คือ การใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญและสินทรัพย์ที่องค์กรมีอยู่ อันนำมาซึ่งผลิตภาพที่ทำให้การส่งมอบผลลัพธ์ทั้งทางธุรกิจและทางสังคมมี ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลเต็มคุณค่า

ด้วยปัจจัยข้อหลังนี้ ทำให้การสร้างคุณค่าร่วม กลายเป็นกลยุทธ์ที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร ยิ่งเมื่อได้ผสมผสานเข้ากับปัจจัยที่หนึ่งและปัจจัยที่สองด้วยแล้ว คงไม่มี Best Practices ไหนที่องค์กรจะสามารถใช้อ้างอิงได้

พอร์เตอร์ยังได้ทำหน้าที่นำการเสวนาในช่วงถัดมา ในหัวข้อ “Supporting the Conditions to Create Business at its Best” ด้วยการเน้นย้ำว่าการสร้างคุณค่าร่วม เป็นกลยุทธ์ที่องค์กรใช้สร้างผลกำไรทางธุรกิจ ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาทางสังคม ไม่ใช่การทำเพื่อการกุศลหรือตั้งข้อรังเกียจการทำเพื่อกำไรแต่อย่างใด พร้อมด้วยคู่หู มาร์ค เครเมอร์ ขึ้นกล่าวรับลูกปิดช่วงเสวนาของพอร์เตอร์ กับวลีที่ว่า การสร้างคุณค่าร่วม เป็นแกนของกลยุทธ์ธุรกิจ มิใช่เพียงการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม!

สำหรับท่านที่สนใจวีดีทัศน์บันทึกงานประชุมสุดยอด Shared Value Leadership Summit 2015
สามารถติดตามย้อนหลังได้ที่ http://sharedvalue.org/2015summit
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/634513#sthash.aMQTOVWy.dpuf

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจด้วย'CSV'

สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจด้วย'CSV'

คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง : สร้างความยั่งยืน ให้ธุรกิจแนวใหม่ด้วย 'CSV' : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์

          การทำธุรกิจในขณะนี้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็นับว่าเป็นเรื่องยาก หากไม่มีการวางแผน เตรียมตัว และเตรียมพร้อมให้ดี เพราะสภาพเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันสูงในปัจจุบัน ส่งผลให้แต่ละธุรกิจต้องงัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมาใช้เพื่อทำให้ธุรกิจของตนเองมีกำไรและเติบโตอย่างยั่งยืน

          หลายสิบปีที่ผ่านมา คนที่ทำธุรกิจมักจะคำนึงถึงเรื่องเดียวก็คือ ผลกำไรของตัวเองเท่านั้น โดยไม่สนใจคู่ค้า ลูกค้า หรือชุมชนรอบข้างเท่าใดนัก จึงทำให้เกิดอาการรวยคนเดียวในขณะที่คนรอบข้างยากจนหรือกำลังเดือดร้อนกับ บางสิ่งบางอย่างที่อาจจะมาจากการกระทำของตัวเขาเองหรือมาจากปัจจัยภายนอก หลากหลายประการ จนไม่มีกำลังซื้อสินค้าและบริการ สุดท้ายก็ส่งผลกลับคืนให้ธุรกิจรวยคนเดียวนั้นไปไม่รอดเช่นกัน
          ต่อมาจึงได้มีแนวคิดที่จะช่วยทำให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืนขึ้น รวยนานขึ้น ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “ซีเอสอาร์” (Corporate Social Responsibility) คือ การแสดงความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อสังคมและชุมชนรอบข้าง เปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่คำนึงถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว มาเป็นการดำเนินธุรกิจโดยมีเป้าหมายที่กำไร สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป และมุ่งตอบสนองความคาดหวังของสังคมที่มีต่อองค์กรธุรกิจด้วยความสมัครใจ ดั่งจะเห็นได้จากการที่บริษัทต่างๆ หันมาจัดกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ บางบริษัทถึงกับมีผู้บริหารระดับสูงโดดลงมาร่วมกิจกรรมด้วย
          ในขณะที่ประเทศไทยเรากำลังนับถอยหลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอา เซียน (เออีซี) ที่จะมีการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้การทำซีเอสอาร์ที่ใช้เป็นกลยุทธ์ในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร เพียงอย่างเดียว อาจจะดูไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว
          จึงมีกูรูทางด้านกลยุทธ์ชื่อดัง “ไมเคิล อี พอตเตอร์” และ “มาร์ค อาร์ แครมเมอร์” ได้เสนอแนวคิดการบริหารความยั่งยืนขององค์กรด้วย “การสร้างค่านิยมร่วมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน” หรือที่เรียกว่า “ซีเอสวี” (Creating Shared Value) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ต่อยอดสูงขึ้นไปจากซีเอสอาร์ โดยมีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของ ธุรกิจ ควบคู่ไปกับส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนที่องค์กรนั้นตั้งอยู่ให้ก้าว หน้าขึ้นไปพร้อมๆ กัน
          มีการแบ่งปันและเอื้อเฟื้อต่อกัน เพื่อสร้างคุณค่าให้ทุกภาคส่วนของสังคม อันจะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจ ตลอดจนสังคมโดยรวมให้แข็งแรง สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมๆ กันได้ ถ้าพูดแบบบ้านๆ ก็คือ รวยไปด้วยกัน สบายไปด้วยกัน

          ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ไหนก็ตาม จุดร่วมกันของทุกกลยุทธ์ที่จะทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้ก็คือ ก่อนที่คิดหรือทำอะไรให้แก่ชุมชนหรือส่วนรวม ควรเน้นที่ความต้องการของชุมชนเป็นหลัก ไม่ใช่ความต้องการขององค์กร และถ้าจะให้ดีต้องให้ชุมชนร่วมคิด ร่วมวางแผนตั้งแต่แรก ร่วมทำ และร่วมประเมินผลเพื่อปรับปรุงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าด้วยเสมอ


-------------------
(คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง : สร้างความยั่งยืน ให้ธุรกิจแนวใหม่ด้วย 'CSV' : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์)

CSR หลายมิติ เป้าหมายสู่ความยั่งยืน

ขณะที่เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งหมายรวมถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันกำลังกลายเป็นกระแสหลัก ของโลกยุคใหม่ที่ “ต้องทำ” รวมทั้งมีความตื่นตัวของธุรกิจชั้นนำในเมืองไทย


ผมสังเกตเห็นหลายบริบทหลายกรณีที่อาจเรียก ต่างกัน แต่ก็สอดคล้องไปในทางเดียวกันของ “ผู้ใฝ่ดี” และเป็นผลให้ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งผู้บริโภคและสังคมอยากคบค้าด้วย
บทบาทข้างต้นเป็นการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม หรือ Creating Shared Value ซึ่งที่เนสท์เล่เรียกว่า “CSV” อันเป็นหลักปฎิบัติในการดำเนินธุรกิจที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอตั้งแต่เริ่ม ก่อตั้งบริษัทใน พ.ศ. 2409 เป็นต้นมา
ไมเคิล อี. พอร์ตเตอร์ กูรูชื่อดังด้านบริหารจัดการ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพิ่งมานิยามชื่อของแนว CSV เมื่อ พ.ศ. 2548 โดยเอาทฤษฎีมาจับสิ่งที่องค์กรเนสท์เล่ได้ดำเนินการมาหลายสิบปีในการทำ ธุรกิจ แล้วอธิบายว่านี่เป็นแนวทางที่นำไปสู่การเพิ่ม “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ขององค์กร
ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างศักยภาพและการเติบโตทางสังคมของชุมชนโดยรอบ จึงกล่าวได้ว่าเป็นแนวทางบริหารทรัพยากร เพื่อมุ่งไปสู่ความยั่งยืน (Sustainability) ที่องค์กรทำเพื่อสร้างคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งองค์กรและสังคมให้ดี ขึ้นไปพร้อมๆ กัน
อย่างเนสท์เล่ (ไทย) มุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญที่เหมาะกับศักยภาพขององค์กร ได้แก่
1.การพัฒนาด้านโภชนาการเพื่อผู้บริโภค
2.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
3.การพัฒนาชุมชน
เนสท์เล่ ได้เข้าไปมีส่วนร่วม และสนับสนุนกิจกรรมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ 3 หัวใจหลัก เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม (CSV) และมุ่งก่อให้เกิดผลกระทบเชิงสร้างสรรค์ที่ดีที่สุด
แนวคิด “การสร้างคุณค่าร่วมกันกับสังคม” จึงไม่ใช่การ แสดงออกด้วยการบริจาค หรือทำเป็นกิจกรรมเสริมเท่านั้น แต่กระบวนการทั้ง 3 ด้านจะเป็นการยกระดับการดำเนินธุรกิจของบริษัทอีกด้วย
ตัวอย่างกิจกรรมในประเทศไทยตามแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม
1. คาราวานเปิดรับความสุข สู่สุขภาพดีกับเนสท์เล่ (Nestle Road Show)
เป็นกิจกรรมเด่น ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการ ส่งเสริมการมีสุขภาพดี และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เพราะคนในชุมชนห่างไกลยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการจนเกิดปัญหาภาวะ โภชนาการขาดและโภชนาการเกิน
ในปี พ.ศ 2553 กิจกรรมนี้เข้าถึงคนไทยในพื้นที่ห่างไกลกว่า 300,000 คน ใน 120 อำเภอ และในปี พ.ศ. 2554เนสท์เล่ใช้งบสนับสนุนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อเดินสายจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรก ได้จัดกิจกรรมไปแล้ว 76 อำเภอ ในภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (บางส่วน) และเริ่มเดินสายจัดกิจกรรมต่อในช่วงไตรมาสที่ 4 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
2. กิจกรรมเด็กไทยสุขภาพดี (Healthy Thai Kids)
เนสท์เล่ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งโครงการนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2547
เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องอาหาร โภชนาการ และการออกกำลังกาย ที่ถูกต้องให้กับเด็กไทย คุณครู และผู้ปกครอง รวมถึงปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านกิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน
ตลอด 6 ปีที่ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เนสท์เล่ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ในโรงเรียนและมอบชุดอุปกรณ์การเรียนการสอน แนวสร้างสรรค์แก่โรงเรียนกว่า 12,000 แห่งทั่วประเทศ
3. การพัฒนากาแฟคุณภาพเพื่อเกษตรกรและผู้บริโภค
ในประเทศไทย เนสท์เล่มุ่งพัฒนากระบวนการเพาะปลูกกาแฟ โดยได้จัดทำแปลงทดสอบและสาธิตกาแฟอาราบิก้าในปี พ.ศ. 2531 เพื่อพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกบนดอยที่ระดับความ สูง 1,200 -1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เนสท์เล่ได้ส่งมอบเมล็ดกาแฟอาราบิก้าพันธุ์ดีไปแล้วประมาณ 300 กิโลกรัม คิดเป็นจำนวนต้นกล้าถึง 1.1 ล้านต้น เพื่อให้โครงการพัฒนาดอยตุงและกรมวิชาการการเกษตรนำไปเพาะเป็นต้นกล้าและแจก จ่ายให้แก่ชาวเขาเพื่อนำไปเพาะปลูกต่อไป
เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาให้ดี ขึ้น ทั้งในแง่ของการพัฒนาอาชีพให้ชาวเขาได้มีอาชีพอย่างถาวรยั่งยืน และมีรายได้ต่อครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังได้ส่งเสริมการพัฒนากาแฟโรบัสต้าที่นิยมปลูกในภาคใต้ โดยได้จัดตั้งแปลงทดสอบและสาธิตกาแฟโรบัสต้า แปลงรวบรวมพันธุ์กาแฟโรบัสต้า ในจังหวัดชุมพร ศูนย์รับซื้อกาแฟโดยตรงจากเกษตรกรในจังหวัดชุมพรและระนอง รวมไปถึงการริเริ่มการผลิตพันธุ์ต้นกล้ากาแฟ โรบัสต้าพันธุ์ดี ซึ่งได้กระจายสู่เกษตรกรชาวสวนกาแฟแล้วกว่า 1.6 ล้านต้น นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา
4. การสนับสนุนการผลิตน้ำนมดิบคุณภาพดี
สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผ่านทางสหกรณ์โคนม 4 แห่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 โดยนักวิชาการด้านโคนม (Dairy Specialist) ของเนสท์เล่ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำ ออกเยี่ยมฟาร์ม และจัดฝึกอบรมแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการ จัดการฟาร์ม และการ-พัฒนาน้ำนมดิบ
จนถึงปัจจุบันนี้ มีการจัดฝึกอบรมครอบคลุมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมแล้วมากกว่า 1,000 คน
5. ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ
กระบวนการการผลิตของโรงงานเนสท์เล่ทั่ว โลกรวมถึงประเทศไทยกว่า 300 โรงงาน น้ำเป็นหนึ่งวัตถุดิบที่สำคัญ จึงได้กำหนดนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกโรงงานของเนสท์เล่ยึดหลักการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวคิดการลดใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่หลังการบำบัดแล้ว (Recycle)
โรงงานผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับการรับรองจากอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2552 ว่ามีน้ำเสียออกจากโรงงานเป็นศูนย์ (Zero Waste Water) ส่วนโรงงานอื่นๆ อีก 6 แห่ง ก็สามารถลดการใช้น้ำลงไปได้เฉลี่ยปีละ 5% นับเป็นตัวอย่างที่ดีจากการเอาจริง

นวัตกรรม CSR ศตวรรษที่ 21 เน้นความยั่งยืนระยะยาว

นวัตกรรม CSR ศตวรรษที่ 21 เน้นความยั่งยืนระยะยาว-เรื่องที่ 709

https://chirapon.wordpress.com/category/csr/

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์
WP_20150509_12_51_53_Pro
การทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ Corporate Social Responsibility ตามแนวทางบริหารกิจการสมัยใหม่ ไม่ได้มาจากความตั้งใจของกิจการเป็นหลักอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลมาจากพัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นอยู่ในระดับโลกและในระดับพื้นที่ จนส่งผลให้แต่ละกิจการต้องหันมาทบทวนโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์การดำเนินงานของ กิจการ เพื่อให้มั่นใจว่า CSR ของกิจการได้พิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม
แนวโน้มในอนาคตทำให้เชื่อว่าภาคประชาสังคมมีความคาดหวังว่า
  • กิจการจะมีส่วนในการช่วยดูแล รักษา เยียวยาอนุรักษ์สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และเน้นผลในเชิงประจักษ์
  • ผู้บริโภค พนักงานกิจการ กิจการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภาครัฐจะมีพฤติกรรมในทางบวกและส่งเสริมกิจการในการดำเนินการ CSR
พัฒนาดังกล่าวได้ทำให้กิจการต้องยอมรับว่าบทบาทและกิจกรรม CSR ของตนต้องขยายวงกว้างออกไป ไม่ใช่เพื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกิจการ หากแต่เพื่อสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง เพียงแต่บางกิจการสามารถแสวงหาประโยชน์หรือเพิ่มความได้เปรียบในการที่ทำ กิจกรรม CSR ตามแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ และมีองค์ประกอบที่ครบถ้วน
แนวโน้มในอนาคตของความคาดหวังต่อการทำกิจกรรมCSR ของกิจการมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ
ประการที่ 1
มาตรฐาน CSR ในระดับสากลมีแนวโน้มที่จะขยับเข้ามาใกล้เคียงกันมากขึ้น
ภายหลังจากสภาองค์การ ISO ได้ออกโรงศึกษาและประกาศใช้ ISO 26000 : Social Responsibility ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มของการที่ทั่วโลกจะอยู่บนมาตรฐาน ของกิจกรรม CSR ได้
แนวทางปฏิบัติที่เป็นกิจกรรม CSR จึงมีแนวโน้มที่จะใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดใหญ่ กลาง หรือแม้แต่ขนาดเล็ก
ประการที่ 2
กิจกรรม CSR มีแนวโน้มจะเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ระดับองค์กรมากขึ้น
แต่เดิมกิจกรรม CSR ของหลายกิจการอาจจะเป็นการกำหนดแผนงานจรขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรม CSR บางอย่างในแต่ละปีเป็นเรื่องๆ ไป แต่เนื่องจากความสำคัญของ CSR ต่อความยั่งยืนของกิจการในระยะยาว ทำให้กิจการต้องใช้มุมมองใหม่กับ CSR และวางกิจกรรม CSR ไว้ในระดับกลยุทธ์ขององค์กรที่เป้นภาระผูกพันและต้องดำเนินการอย่างต่อ เนื่อง ไม่ใช่เรื่องของกิจกรรมชั่วครั้งชั่วคราวอีกต่อไป
เมื่อ CSR เป็นเรื่องของกลยุทธ์ระดับองค์กร กิจการจึงต้องกำหนดโอกาสทางธุรกิจและโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมจะแทรกกิจกรรม CSR ของกิจการให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสม
ประการที่ 3
กิจกรรม CSR ได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์การดำเนินงานจากกิจกรรมหรือความสนใจเสริมเป็นพิเศษ สู่กิจกรรมที่เป็นหัวใจหลักของการดำเนินกิจการทุกประเภท และถูกจัดลำดับความสำคัญอยู่ในระดับสูงลำดับต้นๆ ที่มีการกำหนดวงเงินงบประมาณและได้รับการจัดสรรทรัพยากร เวลา บุคลากรมาดำเนินกิจกรรม CSR อย่างชัดเจน
ประการที่ 4
การบริหารต้นทุนของการทำกิจกรรม CSR เป็นแนวทางบริหารจัดการเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาและแยกเป็นการบริหารแนวใหม่ ที่เรียกว่า “การบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์” หรือ Strategic Cost Management
แนวคิดหลักของการบริหารต้นทุนของการทำกิจกรรม CSR คือ หากแทรกกิจกรรม CSR ในกระบวนงาน ภาระงาน และการดำเนินธุรกรรมตามปกติของกิจการได้ ไม่ต้องแยกกิจกรรมออกมาต่างหากและต้องเกิดต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มเติม กิจการก็จะสามารถประหยัดต้นทุนของการทำ CSR ได้
ในการดำเนินการบริหารต้นทุนส่วนนี้จะเปลี่ยนจากการเรียก CSR เฉยๆไปเป็น Strategic CSR แทนและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือการสร้างแบรนด์และมูลค่าของกิจการใน ระยะยาว
นอกจากนั้น
นอกจากนั้น Strategic CSRได้เพิ่มเป้าหมายของการดำเนินงานออกไปสู่ลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายภายนอกที่อาจจะเป็น
  • ผู้บริโภค
  • ผู้ประกอบการอื่นในห่วงโซ่อุปทาน
  • ผู้ด้อยโอกาส ตกทุกข์ได้ยาก กลุ่มที่ไร้ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้ตามลำพัง
นอกจากนั้น การบริหารต้นทุนยังขยายไปสู่การบริหารความคุ้มค่าของการลงทุนในกิจกรรม CSR ด้วย ซึ่งทำให้กิจกรรม CSR ต้องกำหนดเครื่องมือในการวัดผลลัพธ์ของการดำเนินงานให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนการ ดำเนินกิจกรรม CSR โดยต้องกำหนดเงื่อนไขและเกณฑ์ในการวัดผลการดำเนินงานของ CSR ว่าจะวัดผลลัพธ์ที่เกิดอย่างไร เพื่อที่จะได้รู้ว่าต้นทุนที่ใช้ไปกับกิจกรรมCSRมีผลที่คุ้มค่ามากน้อยเพียง ใด
วิธีการวัดผลการทำกิจกรรม CSR อาจจะเป็นการวัด
  • ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
  • ผลตอบแทนทางสังคม
  • ผลตอบแทนทางด้านสิ่งแวดล้อม
  • ผลตอบแทนด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่กิจการ
ประการที่ 5
การทำกิจกรรม CSR ยังมีโอกาสที่จะสร้างนวัตกรรมได้อีก
นวัตกรรมของกิจกรรมCSRที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในตอนนี้คือคำว่า “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability ซึ่งเน้นกิจกรรม CSR ที่ไม่ใช่เรื่องฉาบฉวย ซึ่งอาจจะครอบคลุมถึง
  • กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ ปัจจัยนำเข้าสู่กิจการ
  • กระบวนการผลิตหรือแปรรูป
  • กระบวนการกำจัดขยะที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่ส่งมอบ
  • กระบวนการนำขยะ ของสูญเปล่าจากกิจการมาสร้างเป็นผลผลิตใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม
ทั้งนี้การทำกิจกรรม CSR อย่างมีนวัตกรรมจำเป็นต้องอาศัยตัวขับเคลื่อนสำคัญคือ
  • ความเป็น Learning Organization
  • โครงสร้างองค์กรหรือ Organizational Structure
  • องค์ประกอบทางสังคมที่เกี่ยวข้อง
  • ปรัชญาในการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรมของกิจการ
  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่เกิดภัยพิบัติ วิกฤติการณ์จนกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวม ทำให้การดำเนินงานยังอยู่ในภาวะปกติ
สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com