วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

CSR หลายมิติ เป้าหมายสู่ความยั่งยืน

ขณะที่เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งหมายรวมถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันกำลังกลายเป็นกระแสหลัก ของโลกยุคใหม่ที่ “ต้องทำ” รวมทั้งมีความตื่นตัวของธุรกิจชั้นนำในเมืองไทย


ผมสังเกตเห็นหลายบริบทหลายกรณีที่อาจเรียก ต่างกัน แต่ก็สอดคล้องไปในทางเดียวกันของ “ผู้ใฝ่ดี” และเป็นผลให้ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งผู้บริโภคและสังคมอยากคบค้าด้วย
บทบาทข้างต้นเป็นการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม หรือ Creating Shared Value ซึ่งที่เนสท์เล่เรียกว่า “CSV” อันเป็นหลักปฎิบัติในการดำเนินธุรกิจที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอตั้งแต่เริ่ม ก่อตั้งบริษัทใน พ.ศ. 2409 เป็นต้นมา
ไมเคิล อี. พอร์ตเตอร์ กูรูชื่อดังด้านบริหารจัดการ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพิ่งมานิยามชื่อของแนว CSV เมื่อ พ.ศ. 2548 โดยเอาทฤษฎีมาจับสิ่งที่องค์กรเนสท์เล่ได้ดำเนินการมาหลายสิบปีในการทำ ธุรกิจ แล้วอธิบายว่านี่เป็นแนวทางที่นำไปสู่การเพิ่ม “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ขององค์กร
ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างศักยภาพและการเติบโตทางสังคมของชุมชนโดยรอบ จึงกล่าวได้ว่าเป็นแนวทางบริหารทรัพยากร เพื่อมุ่งไปสู่ความยั่งยืน (Sustainability) ที่องค์กรทำเพื่อสร้างคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งองค์กรและสังคมให้ดี ขึ้นไปพร้อมๆ กัน
อย่างเนสท์เล่ (ไทย) มุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญที่เหมาะกับศักยภาพขององค์กร ได้แก่
1.การพัฒนาด้านโภชนาการเพื่อผู้บริโภค
2.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
3.การพัฒนาชุมชน
เนสท์เล่ ได้เข้าไปมีส่วนร่วม และสนับสนุนกิจกรรมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ 3 หัวใจหลัก เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม (CSV) และมุ่งก่อให้เกิดผลกระทบเชิงสร้างสรรค์ที่ดีที่สุด
แนวคิด “การสร้างคุณค่าร่วมกันกับสังคม” จึงไม่ใช่การ แสดงออกด้วยการบริจาค หรือทำเป็นกิจกรรมเสริมเท่านั้น แต่กระบวนการทั้ง 3 ด้านจะเป็นการยกระดับการดำเนินธุรกิจของบริษัทอีกด้วย
ตัวอย่างกิจกรรมในประเทศไทยตามแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม
1. คาราวานเปิดรับความสุข สู่สุขภาพดีกับเนสท์เล่ (Nestle Road Show)
เป็นกิจกรรมเด่น ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการ ส่งเสริมการมีสุขภาพดี และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เพราะคนในชุมชนห่างไกลยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการจนเกิดปัญหาภาวะ โภชนาการขาดและโภชนาการเกิน
ในปี พ.ศ 2553 กิจกรรมนี้เข้าถึงคนไทยในพื้นที่ห่างไกลกว่า 300,000 คน ใน 120 อำเภอ และในปี พ.ศ. 2554เนสท์เล่ใช้งบสนับสนุนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อเดินสายจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรก ได้จัดกิจกรรมไปแล้ว 76 อำเภอ ในภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (บางส่วน) และเริ่มเดินสายจัดกิจกรรมต่อในช่วงไตรมาสที่ 4 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
2. กิจกรรมเด็กไทยสุขภาพดี (Healthy Thai Kids)
เนสท์เล่ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งโครงการนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2547
เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องอาหาร โภชนาการ และการออกกำลังกาย ที่ถูกต้องให้กับเด็กไทย คุณครู และผู้ปกครอง รวมถึงปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านกิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน
ตลอด 6 ปีที่ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เนสท์เล่ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ในโรงเรียนและมอบชุดอุปกรณ์การเรียนการสอน แนวสร้างสรรค์แก่โรงเรียนกว่า 12,000 แห่งทั่วประเทศ
3. การพัฒนากาแฟคุณภาพเพื่อเกษตรกรและผู้บริโภค
ในประเทศไทย เนสท์เล่มุ่งพัฒนากระบวนการเพาะปลูกกาแฟ โดยได้จัดทำแปลงทดสอบและสาธิตกาแฟอาราบิก้าในปี พ.ศ. 2531 เพื่อพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกบนดอยที่ระดับความ สูง 1,200 -1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เนสท์เล่ได้ส่งมอบเมล็ดกาแฟอาราบิก้าพันธุ์ดีไปแล้วประมาณ 300 กิโลกรัม คิดเป็นจำนวนต้นกล้าถึง 1.1 ล้านต้น เพื่อให้โครงการพัฒนาดอยตุงและกรมวิชาการการเกษตรนำไปเพาะเป็นต้นกล้าและแจก จ่ายให้แก่ชาวเขาเพื่อนำไปเพาะปลูกต่อไป
เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาให้ดี ขึ้น ทั้งในแง่ของการพัฒนาอาชีพให้ชาวเขาได้มีอาชีพอย่างถาวรยั่งยืน และมีรายได้ต่อครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังได้ส่งเสริมการพัฒนากาแฟโรบัสต้าที่นิยมปลูกในภาคใต้ โดยได้จัดตั้งแปลงทดสอบและสาธิตกาแฟโรบัสต้า แปลงรวบรวมพันธุ์กาแฟโรบัสต้า ในจังหวัดชุมพร ศูนย์รับซื้อกาแฟโดยตรงจากเกษตรกรในจังหวัดชุมพรและระนอง รวมไปถึงการริเริ่มการผลิตพันธุ์ต้นกล้ากาแฟ โรบัสต้าพันธุ์ดี ซึ่งได้กระจายสู่เกษตรกรชาวสวนกาแฟแล้วกว่า 1.6 ล้านต้น นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา
4. การสนับสนุนการผลิตน้ำนมดิบคุณภาพดี
สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผ่านทางสหกรณ์โคนม 4 แห่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 โดยนักวิชาการด้านโคนม (Dairy Specialist) ของเนสท์เล่ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำ ออกเยี่ยมฟาร์ม และจัดฝึกอบรมแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการ จัดการฟาร์ม และการ-พัฒนาน้ำนมดิบ
จนถึงปัจจุบันนี้ มีการจัดฝึกอบรมครอบคลุมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมแล้วมากกว่า 1,000 คน
5. ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ
กระบวนการการผลิตของโรงงานเนสท์เล่ทั่ว โลกรวมถึงประเทศไทยกว่า 300 โรงงาน น้ำเป็นหนึ่งวัตถุดิบที่สำคัญ จึงได้กำหนดนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกโรงงานของเนสท์เล่ยึดหลักการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวคิดการลดใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่หลังการบำบัดแล้ว (Recycle)
โรงงานผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับการรับรองจากอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2552 ว่ามีน้ำเสียออกจากโรงงานเป็นศูนย์ (Zero Waste Water) ส่วนโรงงานอื่นๆ อีก 6 แห่ง ก็สามารถลดการใช้น้ำลงไปได้เฉลี่ยปีละ 5% นับเป็นตัวอย่างที่ดีจากการเอาจริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น